


ต่างตื่นกันตี 5 กว่า 6 โมง ปฏิบัติภารกิจที่นักท่องเที่ยวหัวดำทุกคนต้องทำ คือ ออกไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตรงสะพาน โอ้โห! มืดฟ้ามัวดินจริงๆ เห็นแต่เงาดำๆ กับแสงแฟลชผลัดกัน แชะๆ ๆ แข่งกะหิ่งห้อย ไอ้ตอนจะขึ้นแพดูหงส์นี่สิ เหล่านักท่องเที่ยวก็มาออ จนแพที่รับน้ำหนักได้แค่ 8 คนเอียง โมนาเลยตั้งตัวเป็นเจ๊แจกบัตรคิวซะเลย
สายๆ เราก็ไปบ้านรักไทยกันต่อ กินอาหารจีนยูนนาน เดินเล่น ถ่ายรูป ซื้อของ มีบ้านดินสร้างเป็นร้านค้าน่ารักๆ ที่ถูกใจชาว blooming heart อันดับ 1 ก็ร้านที่มีขวดโหลของเชื่อมของดองของแห้งหลายสี เป็น prop อย่างดีให้พวกเราเข้าไปโพสท่าเก๋ๆ ได้อยู่นานสองนาน
ต่อด้วยการไปดูแกะที่โครงการพระราชดำริปางตอง ที่ให้ชาวบ้านเลี้ยงแกะเป็นอาชีพ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากแกะแบบพอเพียง แกะส่วนใหญ่จะตัวมอม จะขาวจั๊วะก็เฉพาะแกะเด็กตัวโชว์ 2 ตัวที่อาบน้ำทุกเช้าเพื่อให้นักท่องเที่ยวอุ้มถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ซึ่งจอยสาวรักสัตว์ก็ออกอาการแอบคิขุให้เห็นตอนป้อนอาหารและถ่ายรูปแบบหน้าชนหน้ากับเจ้าโมจิลูกแกะอายุ 3 อาทิตย์
เสร็จแล้วก็แวะทักทายกะเหรี่ยงคอยาวที่บ้านห้วยเสือเฒ่าก่อนถึงอ. เมือง และเข้าพักที่โรงแรมคุณป้าใจไม่รักบริการตามเดิม มื้อเย็นได้กินอาหารพื้นเมืองที่บ้านเพลง และเดินเล่นถนนคนเดิน จับจ่ายกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นโดยเฉพาะเจ้าแม่จี่ผู้กระจายรายได้ทุกที่ แล้วก็ good night ใต้ผ้านวมอย่างหนา เตียงเป็นเตียงซะที… แต่ยังมี 3 คนที่อารมณ์ครึ้มอยากสังสรรค์กันต่อ ฝ้าย จอย และยุรีเลยแจมกันไปฟังเพลงโฟล์คซองของหมู่เฮาจาวเหนือจนดึกดื่นเที่ยงคืน

13 ธันวาคม 52
วันสุดท้ายของทริปนี้ มีรถ 2 รอบสำหรับสมาชิกใจบุญแต่ต่างจริต รอบแรกก็คนตื่นเร็ว, ออกตัวเร็ว เพราะขาดอาหารเช้าไม่ได้อย่างพี่จุ๊บ รีบออกตั้งแต่ 8.30 น. ไปกินโจ๊กเสวยของแท้ที่ตลาดสายหยุด โจ๊กหมูสับใส่ขิงแสนอร่อย+ปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ที่อร่อยและถูกแสนถูก เสร็จก็ขึ้นพระธาตุดอยกองมู ไปเวียนเทียนรอบพระธาตุ 2 องค์ด้วยดอกไม้ตามประเพณีที่ประดับด้วยไม้แทนสะพานก้าวข้ามอุปสรรค, ร่มให้ร่มเย็น, ธงมีธงชัย และอะไรอื่นๆ จำไม่หมด สรุปคือเป็นสัญลักษณ์แทนธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ

เสร็จก็ไปนั่ง hang out กันที่ร้าน coffee morning ร้านกาแฟน่ารักๆ สไตล์คนกรุงเทพฯ มาเปิด ป้ายร้าน รูปติดผนัง ชั้นหนังสือ โปสการ์ด เก้าอี้ ผนัง ก็กลายเป็นของแปลกที่ๆ บ้านไม่มี ต้องถ่ายรูปบันทึกความทรงจำกันเป็นการใหญ่ สีสันสดใสถูกใจป้าๆ มาก แล้วถึงได้ join กันทั้ง 2 กลุ่มอีกครั้งเพื่อไปวัดหัวเวียง กราบพระเจ้าพาราละแข่ง ที่ทำเลียนแบบพระพุทธรูปที่พม่า สวยงดงามมาก
ตอนแรกนึกว่าวันสุดท้ายจะเรื่อยๆ เอื่อยๆ ชิวๆ กัน ปรากฎป้าๆ ที่กายไม่พร้อมแต่ใจพร้อมทั้งหลายก็ set program ขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วอย่างใจนึก (งานนี้คนชี้โพรงให้กระรอกยุรีและจี่ คือ ป้าจุ๊บนั่นเอง) เลยได้ไปถ้ำปลากันต่อ ดูปลาพลวงหินสีน้ำเงินที่ว่ายน้ำเบียดกันกินอาหารที่พวกเราซื้อเลี้ยงกันอย่างเอร็ดอร่อย โดยเฉพาะไข่ต้มเมนูโปรดของเหล่าปลาศักดิ์สิทธิ์หน้าถ้ำ
เสร็จภารกิจกิจกรรม ก็ไปต่อมื้อเที่ยงกันที่ร้านบ้านทรงไทย เมนูเด็ดร้านนี้คือข้าวซอย และของหวานที่อร่อยมากขนาดได้ลง นสพ. คือ มะเขือเทศเชื่อมในน้ำกะทิ โมนาจะปลื้มแค่ไหนต้องติดตามดูรูปใน FB ของแจ๋ว ใกล้เวลากลับกรุงเทพฯ โมนาก็นึกขึ้นมาได้ว่าลืมแพคน้ำเสาวรสครูอุไร เพื่อ load ขึ้นเครื่อง ยุรีสาวน้อยผู้อาทรเพื่อนร่วมทางเสมอก็ออกไอเดียขอซื้อ bubble จากคุณป้าร้านข้าวซอยมาห่อกันแตก ตาก็เหลือบไปเห็นอุปกรณ์การแพคที่คุณป้ามีอยู่บนเคาน์เตอร์อย่างมีแผน จึงเริ่มสวมวิญญานนักเขียนสัมภาษณ์คุณป้าจนสามารถทำให้คุณป้าหันมาบรรจงห่อขวดน้ำเสาวรสให้อย่างพิถีพิถันอย่างกับไวน์ขวดละหมื่นโดยไม่คิดเงิน โมนาซึ้งกับความใจดีของคุณป้าชาวไทยใหญ่เป็นอันมากจนต้องขอถ่ายรูปคู่เก็บไว้เป็นที่ระลึก
เวลายังพอมี กลุ่มออกสายเลยได้แยกย้ายไปพระธาตุดอยกองมู ส่วนอีกคันไปแวะชมศูนย์ศิลปาชีพให้จี่ได้กระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นอีกวาระหนึ่ง คราวนี้ได้กระเป๋าคุณพิกุลและก็ใช้สะพายได้ในทันทีทันใด ตบท้ายด้วยการกลับไปรวมตัวกันที่ coffee morning ดื่มเครื่องดื่มก่อนขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพและแฮปปี้กันถ้วนทั่วทุกคน ขอบคุณอีกครั้งสำหรับทุกคนที่ทำให้ blooming heart trip ครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ไม่อาจเอ่ยถึงทุกคนในบันทึกนี้ได้ แต่ก็หวังว่าจะเป็นทริปแห่งความทรงจำที่พวกเราจะได้มาทำบุญร่วมกันอีกครั้ง
See you again in 2010!
Gossip โดย blooming P’ Wan, ภาพโดย blooming Yuree & blooming Mona
๔ ความคิดเห็น:
กลับถึงกรุงเทพฯ แล้ว แต่ยังอยากกินกุ้งแม่น้ำสาละวินต้วน้อยๆ ทอดกรอบอยู่เลย...
อาจจบแล้วจ้า หนุกดี พี่วรรณเขียนอีกมั้ยจ๊ะ อิอิ
จะเขียนว่า อ่าน มิใช่ อาจ แหะ แหะ
พี่วรรณเขียนสนุก รายละเอียดเยอะ ควรมอบตำแหน่งนักบันทึกหัวใจบาน และให้บันทึกทุกที่นับจากนี้เลยจ้ะ
แสดงความคิดเห็น