blooming heart gang invites you to get involved

It's never too late to do something good for others...
Contribute in any way you can!

blooming heart ณ บ้านนาต๋ม ลำปางเจ้า

blooming มาเที่ยวเล่น

วันเสาร์ที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒

ความทรงจำจากน่าน (ธันวาคม 2551)












กว่าจะออกเดินทางกับทริปที่ 3 ประจำปี 2551 นี้ได้ ก็ทำเอาพวกเราชาวคณะหัวใจบานนั่งลุ้นตัวโก่งว่า
ตกลงแล้วพวกเราจะเดินทางไปน่านอย่างไรดี เหตุก็เพราะว่า พวกเราจองตั๋วเครื่องบินกันตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุปิดสนามบินดอนเมือง-สุวรรณภูมิแล้วว่า จะบินกันช่วงวันที่ 5 – 7 ธันวาคม แล้วแต่ใครสะดวกออกวันไหน
แต่ทุกคนต้องเจอกันที่น่านในวันที่ 7 ธันวาคม เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนไปทำกิจกรรมกับน้องๆ 88 คน ที่โรงเรียนบ้านห้วยเฮือในวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม แต่ในที่สุด คณะของเราทั้ง 12 คนก็ไปถึงน่านได้ตามวันนัดหมาย โดยมีแนน, พี่ไก๋, จอยที่ตัดสินใจขับรถออกจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ก่อนตั้งแต่บ่ายวันที่ 4 ธันวาคม (ด้วยความไม่อยากลุ้นว่าเครื่องบินจะบินออกได้หรือไม่ได้ในวันที่ 5 ธันวาคม) แล้วฝ้ายและปานก็บินตามไปเจอ 3 สาวที่เชียงใหม่ในวันที่ 5 และ 6 ธันวาคม ตามลำดับ จากนั้นแก็งค์ 5 สาวก็ขับรถออกจากเชียงใหม่มุ่งสู่น่าน โดยมีแป้มและพ่อ-แม่ของแป้มที่อยู่เชียงใหม่ขับตามมาด้วยอีก 1 คัน ระหว่างทางก็ได้แวะรับ(ติง)ลี่ – เพื่อนของฝ้ายและจุ๊บแจนที่อยู่แพร่มาอีก 1 คน กลายเป็น 9 คนอลเวงที่ต้องนั่งรถกันอย่างทุลักทุเลมาถึงน่าน เพราะต้องขนของมาแจกน้องๆ อย่างเยอะมาก เช่น เสื้อหนาว ชุดนักเรียน รองเท้า อุปกรณ์กีฬา หนังสืออ่านเล่น ตุ๊กตา ขนม ฯลฯ และกลุ่มที่ไปถึงน่านเป็นกลุ่มสุดท้าย ก็คือ โมนา พี่วรรณ และ พี่จุ๊บ โดยไปถึงวันที่ 7 ธันวาคม…. เฮ้อ! ชุลมุนกันจริงๆ กว่าจะเจอกันครบทั้งคณะ สำหรับทริปนี้!
แล้วเช้าวันที่ 8 ธันวาคม พวกเราก็ได้ไปเจอคุณครูที่จุดนัดพบ คือ ที่อีซูซุน่าน นั่นเอง เนื่องจากเราไม่คุ้นทางและคุณครูจากโรงเรียนก็อาสาที่จะนำทางให้เราด้วย ระยะทางจากอำเภอเมืองไปสู่โรงเรียนบ้านห้วยเฮือนั้นแค่ 35 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมงกว่าจะถึงโรงเรียนเนื่องจากโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนบนดอย ระยะ 9 กิโลเมตรสุดท้ายก่อนถึงโรงเรียนนั้น ถนนเป็นถนนลำลองดินลูกรัง เมื่อรถวิ่งฝุ่นจะตลบไปตลอดทาง รถที่ขับตามหลังต้องจอดรออยู่พักหนึ่งให้ฝุ่นหายคลุ้งก่อนจะขับต่อไปได้ อีกทั้งถนนยังไปถนนเลนเดียว รถวิ่งสวนกันไม่ได้ แม้จะอยู่ในเขตอำเภอเมือง แต่หนทางที่ไปทำให้พวกเราต่างรู้สึกว่า นี่ อำเภอเมืองจริงๆ หรือนี่?

ระหว่างทางขึ้นดอย เราได้เห็นทิวทัศน์ที่สวยงาม เห็นสีเขียวๆ ของต้นไม้เต็มภูเขา เห็นสวนต้นลิ้นจี่ที่ชาวเขาปลูกไว้ เห็นแผงข้าวเปลือกที่ตากไว้รายทาง และเห็นเพิงเก็บข้าวหลังเล็กๆ ของชาวบ้าน ครูบอกว่าชาวเขาที่นี่ปลูกข้าว นวดข้าว สีข้าวไว้ใช้บริโภคกันเอง นอกจากนี้เรายังได้เห็นภาพการใช้ชีวิตยามเช้าของครอบครัวชาวเขาเผ่าเมี่ยน บ้างก็นั่งคุยกัน บ้างก็ล้อมวงสูบบุหรี่บ้องยาวๆ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่สูงอายุหน่อยโดยเฉพาะคุณย่าคุณยายจะแต่งชุดพื้นเมืองที่มีแถบคอเป็นสีแดงสวยเหมือนพวงมาลัย แล้วก็ยังได้เห็นสัตว์เลี้ยงต่างๆ นานารายทาง ไม่ว่าจะเป็น แม่ไก่กับลูกเจี๊ยบ สุนัขนานาพันธุ์ และลูกหมูป่าตัวเล็กๆ สีดำๆ ที่ทำตัวเป็นเจ้าของถนนยังไงยังงั้น…

เมื่อถึงโรงเรียน เราได้เห็นน้องๆ ใส่เสื้อยืดสีเหลืองวิ่งเล่นกันอยู่ ครูบอกว่า ที่โรงเรียนนี้ทุกวันจันทร์และวันศุกร์ นักเรียนจะใส่เสื้อเหลืองเพื่อในหลวง (พวกเราพี่ๆ ต่างประทับใจเป็นอย่างมาก เพราะเราก็รักในหลวงเหมือนกัน) แล้วเราก็ช่วยกันลำเลียงของลงจากรถไปไว้ที่อาคารอเนกประสงค์ น้องๆ ซึ่งเห็นพวกเรามีของมาเยอะแยะก็มาช่วยเราขนของกันอย่างขยันขันแข็ง เด็กที่โตหน่อย คุณครูก็จะให้ไปขนโต๊ะ เครื่องเสียงและลำโพง เมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จ ทุกคนก็พร้อมที่จะมีเวลาแห่งความสุขสนุกสนานไปด้วยกัน

เราเริ่มกันที่การแบ่งกลุ่มตามสี ในวันนั้น เรามีน้องๆ จากโรงเรียนบ้านห้วยเฮือ 66คน และน้องๆ จากโรงเรียนสาขาบ้านห้วยระพีอีก 22คน รวมเป็น 88 คน เลยแบ่งน้องๆ ออกเป็น 6 กลุ่มๆ ละประมาณ 13 – 14 คน กว่าจะแบ่งกลุ่มกันได้ ก็ทำเอาทั้งพี่ๆ และน้องๆ งงกันไปตามๆ กันด้วยเทคนิคการนับเลขแบ่งกลุ่มนี่ล่ะ แต่ในที่สุด ทุกคนต่างก็มีกลุ่มของตัวเองและมีพี่สี ดังนี้ สีส้ม (พี่แนน)/ สีเหลือง (พี่ฝ้าย)/ สีเขียว (พี่แป้ม)/ สีฟ้า (พี่โมนา)/ สีม่วง (พี่วรรณ)/ สีชมพู (พี่ปาน)

เกมแรกที่เล่น ก็คือ เกมระเบิดลูกโป่ง โดยให้แข่งกันคราวละ 2 สี น้องๆ ที่ตัวเล็กๆ พี่ๆ ก็จะแยกไว้เป็นกองเชียร์และให้กอดลูกโป่งไว้เป็นที่ระลึกโดยไม่ต้องลงแข่ง เพราะคงจะสู้กับน้องตัวใหญ่ๆ ไม่ไหว แต่เราก็ถามความสมัครใจด้วย น้องคนไหนที่ตัวเล็กแต่ใจสู้บอกว่าจะแข่ง เราก็ต้องยอมให้เค้าแข่ง พอเริ่มเล่น เด็กทุกคนต่างก็ชุลมุนวุ่นวายกับการเหยียบลูกโป่งกันอย่างสนุกสนาน ทำเอาลูกโป่งแตก ลูกโป่งหลุดกันไปพอสมควร นับคะแนนกันแล้ว พี่ไก๋ (พิธีกรขาประจำ) ก็เริ่มนำเข้าสู่เกมที่ 2 คือ เกมโยนบอลลงตะกร้า เกมนี้น้องๆ ตัวเล็กก็เล่นได้และทำคะแนนได้ดีไม่แพ้น้องๆ ที่ตัวโต และเรามีกฎว่า ห้ามน้องๆ ยืนเลยเส้นที่เรากำหนดไว้เวลาจะโยนบอล เกมนี้พี่ไก๋เลยได้ใช้อภิสิทธิ์ของความเป็นพิธีกรแจกคะแนนโบนัสให้กับสีที่ซื่อสัตย์ด้วย หลายๆ สีเลยได้คะแนนเพิ่มอีก 5 คะแนนจากการทำตามกติกา (สีฟ้าก็ได้ด้วย เย้!) นอกเหนือไปจากการได้คะแนนจากจำนวนลูกบอลที่โยนลงตะกร้า

หลังจากอุ่นเครื่องกันไป 2 เกม พวกเราก็ให้น้องๆ พักกลางวัน โดยอาหารเที่ยงมื้อนี้ เราเลี้ยงน้องๆ ด้วยข้าวผัด น่องไก่ทอด และหมูหวานฝอย แถมด้วยขนมหวานเป็นกูลิโกะโคลลอนหรือเพรทซ์รสแฮมชีส และไอศกรีมแท่ง ก่อนที่จะลงมือรับประทานอาหาร น้องๆ ทุกคนจะมีการสวดด้วย ของโรงเรียนแม่จะเป็นการท่องบท ‘ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้าง…’ ส่วนของโรงเรียนสาขาก็จะเป็นการท่องบทสวดมนต์ภาษาบาลี

ระหว่างที่น้องๆ เริ่มรับประทานกัน ผอ.ธงชัยก็มาชวนพวกเรานำไอศกรีมไปแจกศูนย์เด็กเล็กก่อนวัยเรียนที่ตั้งอยู่หลังโรงเรียน น้องๆ หลายๆ คนเริ่มจะนอนกลางวันกันแล้วเมื่อเราเดินไปถึง แต่พอถูกถามว่า
อยากกินไอติมไหม? หลายคนรีบลุกขึ้นมาทันที บางคนที่เล็กหน่อยยังงงๆ อยู่ว่า พี่ๆ มาทำอะไร แต่พอพี่ๆ โชว์ไอติมแท่งห่อสีสันสดใสให้ดูเท่านั้นแหละ ก็ลุกขึ้นมากับเค้าด้วย จากนั้นครูก็บอกให้น้องๆ ทุกคนออกมารับและยืนกินไอติมกันข้างนอกจะได้ไม่เลอะห้องเรียน น้องๆ ทุกคนเลียไอติมกันอย่างมีความสุข มีน้องคนหนึ่งพอได้ไปแล้วเอาแต่เลียห่อไอติมอยู่เป็นนานจนพี่ต้องไปบอกน้องว่า เดี๋ยวก่อน ที่กำลังเลียอยู่น่ะ ไม่ใช่ไอติมนะ มาพี่แกะให้ ส่วนน้องอีกคนไม่ยอมกินไอติม พอได้ไปแล้วก็เอาไปใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ โถ! เดี๋ยวละลายหมดก็อดกินนะน้อง
ระหว่างที่น้องๆ กำลังกินไอติมกันอยู่ ก็ลองถามน้องๆ ดูว่า ไอติมอันนี้สีอะไร (น้องก็ตอบได้ว่า สีชมพู) ไอติมอันนี้เย็นหรือร้อน (น้องก็ตอบได้ว่า เย็น) แล้วพอกำลังจะหมดแท่ง ไอติมของน้องคนหนึ่งก็หล่นจากแท่ง ทำเอาน้องเสียดายมากถึงกับจะเก็บขึ้นมากินใหม่ทั้งๆ ที่เปื้อนดินเปื้อนทรายไปแล้ว แต่คุณครูใจดีแบ่งของครูให้ น้องเลยได้กินอีก นอกจากไอติมแล้ว พี่ๆ ยังเอาขนมขบเคี้ยวมาแจกให้อีกคนละ 1 ถุง ทำเอาน้องๆ ดีใจไปตามๆ กัน

หลังจากทุกคนรับประทานอาหารกลางวันกันเสร็จ ก็มาทำกิจกรรมกันต่อ ด้วยเกมสามัคคีประคองบอลลงตะกร้า และเกมเดินเปี้ยวเป่าแป้ง น้องๆ มีพลังเล่นกันอย่างเหลือเฟือ แต่พี่ๆ ต่างเริ่มอ่อนแรง (พี่สีที่หายตัวบ่อยสุด คือ พี่วรรณประจำสีม่วง เรียกหาทีไรพี่สีม่วงคนนี้ไปห้องน้ำทุกที) เมื่อสรุปคะแนนรวมกันได้แล้ว น้องๆ ทุกสีต่างก็ได้รับแจกของรางวัลกันไปตามลำดับ ทุกคนจะได้ของรางวัล 1 ชิ้น เช่น ที่ 6 ได้กระปุกออมสิน, ที่ 1 ได้กล่องข้าว เป็นต้น (รายการของรางวัลน่ารักๆ สำหรับอันดับต่างๆ นี้ พี่จุ๊บแจนเป็นผู้ไปคัดเลือกสรรหา) รู้สึกน้องๆ จะถูกใจของรางวัลที่เป็นเกมมากที่สุด

หลังจากนั้นก็เป็นพิธีมอบสื่อประกอบการเรียนการสอนให้กับทางโรงเรียน ซึ่งมีตั้งแต่ อุปกรณ์กีฬา หนังสือนิทาน หนังสืออ่านนอกเวลา บัตรคำศัพท์ต่างๆ เครื่องเขียน และเกมกล่องต่างๆ เพื่อการพัฒนาทักษะ
เมื่อมอบของให้ทางโรงเรียนและคณะครูเสร็จ ก็เป็นเวลาแห่งการแจกของให้กับน้องๆ แต่ละคน โดยน้องๆ ทุกคนจะได้รับสิ่งของดังต่อไปนี้
1. ถุงผ้าที่มีสมุด ดินสอ ยางลบ กบเหลาดินสอ รูปลอก
2. ชุดนักเรียน 1 ชุด และ ถุงเท้า 1 คู่
3. เสื้อหนาว 1 ตัว
4. ผ้าห่ม 1 ผืน
5. ตุ๊กตา 1 ตัว

เมื่อทุกคนได้รับของแจกแล้ว ก็เป็นอันเสร็จกิจกรรม น้องๆ ทุกคนต่างก็สะพายถุงผ้า กอดตุ๊กตา กอดผ้าห่มของตัวเองไว้แน่น เตรียมพร้อมถ่ายรูปหมู่ร่วมกันก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน พี่ๆ ทุกคนต่างก็อิ่มใจและอิ่มบุญกันถ้วนหน้าที่ได้เห็นน้องๆ มีความสุข เนื่องจากคราวนี้ เรามีของมามากกว่าทุกครั้ง แม้เมื่อแจกของให้น้องๆ ทุกคนแล้ว ยังมีเสื้อหนาวเหลืออีกเกือบ 70 ตัว และรองเท้าที่ติงลี่บริจาคให้อีก 50 กว่าคู่ กลุ่มของโมนา/ พี่วรรณ/ พี่จุ๊บที่จะไปอำเภอบ่อเกลือในวันรุ่งขึ้นเลยได้รับมอบหมายจากเพื่อนๆ ให้เอาไปแจกต่อ หลังจากโทรสอบถามจากอาจารย์ที่เคยอยู่บ่อเกลือมาก่อน ได้ความว่าที่บ่อเกลือมีอยู่โรงเรียนหนึ่งที่ค่อนข้างกันดารเช่นกัน คือ โรงเรียนบ้านบ่อหลวง สาขาห้วยโป่ง ซึ่งเด็กที่มาเรียนเป็นชาวเขาเผ่าลัวะ

ในวันรุ่งขึ้น รถปีนเขาขึ้นไปถึงโรงเรียนเมื่อเวลาเกือบบ่ายสี่โมงโดยปราศจากการนัดหมายใดๆ ล่วงหน้ามาก่อน แต่อาศัยเสียงจากข้างในที่คอยลุ้นว่าเด็กจะกลับบ้านไปหรือยัง และถ้าแย่จริงๆ เราจะเจอครูบ้างไหม

ภาพที่เราเห็นคือเด็กตัวเล็กๆ ตั้งแถวเรียงเดี่ยวเดินตรงมาเตรียมออกจากโรงเรียน เมื่อรถเบรกจนตะกุยฝุ่นแดงขึ้นมาเล็กน้อย กระจกหน้ารถก็เปิดออกพร้อมเสียงดังว่า ‘อย่าเพิ่งกลับนะ..มีของมาแจก’ ประโยคนี้ดูท่าจะได้ผลเพราะเด็กถอยหลังกันเป็นขบวนอย่างรวดเร็วและพร้อมพรั่งไปสู่ลานหน้าอาคารเรียนเพื่อรอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป เราเดินไปหาครูซึ่งมีครูหญิงสองคนและครูชายอีกหนึ่งคน แจ้งความประสงค์แก่เขา และเริ่มกระบวนการขนของออก ระหว่างนี้เด็กๆ เริ่มสนใจ บางส่วนกรูเข้ามาดูว่ามีอะไรบ้าง จนครูต้องช่วยสั่งให้เด็กไปยืนตั้งแถวรออย่างเป็นระเบียบ เนื่องจากเรามีสิ่งของหลายประเภท คือ รองเท้า เสื้อหนาว และของเล่น จึงตกลงกันได้ว่าจะให้เด็กเลือกของที่ต้องการคนละหนึ่งชิ้น ใครต้องการรองเท้ายืนฝั่งหนึ่ง ใครต้องการเสื้อหนาวแยกไปอีกฝั่งหนึ่ง การแจกเสื้อหนาวง่ายกว่ารองเท้ามากเพราะใช้กะขนาดคร่าวๆ และเลือกสีที่ตัวเองโปรดจากสองสีที่มีอยู่คือเทาและน้ำตาล ส่วนการแจกรองเท้าเป็นเรื่องชุลมุนอักโขเพราะต้องให้ทุกคนลองรองเท้าว่าใส่ได้พอดีหรือไม่ แต่สุดท้ายทุกคนก็ได้ ของติดมือกลับบ้านไปใช้คนละหนึ่งชิ้น

เด็กๆ ดูกระตือรือร้นและดูมีระเบียบวินัยดี เราขอถ่ายรูปหมู่โดยมีวิวฉากหลังเป็นภูเขาอยู่หลายรูป ครูผู้ชายเป็นคนชี้บอกว่า “ยอดเขานั่นน่ะเห็นไหม? บ้านเด็กพวกนี้อยู่บนนั้น…ตอนเช้าต้องออกจากบ้านหกโมงเดินมาโรงเรียน มีเด็กที่เป็นหัวหน้ากลุ่มถือธงเดินนำมา บางคนมีฐานะหน่อยอาจกินอาหารเช้ามาก่อน ส่วนคนที่ไม่มีก็ไม่ได้กิน รอไปกินข้าวเที่ยงที่โรงเรียนให้…ตอนเย็นก็เดินกลับด้วยกัน แยกเป็นสายๆ ตามหมู่บ้าน”
ฟังแล้วต้องนิ่ง …นึกในใจว่าชีวิตคนเมืองหลวงทั้งหลายถ้าลดการใส่ใจกับตัวเองมากเกินไปท่าจะดี ครูยังบอกอีกว่ามูลนิธิศุภนิมิตก็มาแจกของและบริจาคเงินด้วยเหมือนกัน… แล้วเราก็ลาคุณครูกับเด็กๆ ที่เตรียมตัวเดินกลับบ้าน (หวังว่าคงไม่ทำให้น้องเดินกลับมืดค่ำอย่างอันตรายเพราะมารอพี่ๆ แจกของนานเกินไป)

แกงค์หัวใจบานกับกิจกรรมที่ 2 ที่สุรินทร์ (ตุลาคม 2551)












หัวใจบานทริปที่สองนี้อยู่ที่ จ.สุรินทร์ในวันที่ 10 -12 ตุลาคม 2551 สต๊าฟหน้าเดิมที่ไปก็คือ แน้นแหน่น
(วัลลภินทร์) โมนา จอย (สดุดี) จุ๊บ (พริบพันดาว) และเพื่อนร่วมโครงการ พี่ไก๋ ฝ้าย และน้องแป้ม และแขกรับเชิญพิเศษสำหรับทริปนี้คือ เดือน (สุรัชนิศ) ที่เราเลือก จ.สุรินทร์มีมาจากหลายสาเหตุนอกจากต้องการไปจังหวัดในอีสานแล้ว สาเหตุสำคัญก็คือการไปเยี่ยม “แอ้ว ศิวาภรณ์” ที่ได้โยกย้ายไปมีครอบครัวอยู่ที่นี่

ในวันแรกเราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในช่วงเช้า แวะทานเกี๊ยวร้อยปีที่อ.เสาไห้ จ.สระบุรี จากนั้นมุ่งหน้าสู่อีสาน ก่อนที่จะเข้าจ.สุรินทร์ต้องข้าม จ.บุรีรัมย์เสียก่อนเราจึงได้แวะเที่ยว ปราสาทเมืองต่ำ - สถานท่องเที่ยวขึ้นชื่อ จริงๆ ได้ข้ามปราสาทพนมรุ้ง ที่เลื่องชื่อกว่าที่ไม่ห่างกันนักไป (เพราะโมนาบอกว่าสวยไม่เท่า..ไม่รู้จริงเปล่า) จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่สุรินทร์จริงๆ กว่าจะถึงก็ช่วงเย็นๆ แม่เลี้ยงแอ้วมาต้อนรับที่โรงแรมที่พัก (เดือนบอกว่าแอ้วแต่งงานที่โรงแรมนี้ด้วย) พร้อมพาไปทานอาหารค่ำ จากนั้นก็พาไปที่บ้านแอ้วเพื่อไปช่วยกันจัดของที่จะแจกเด็กๆ ในวันรุ่งขึ้น

ไปถึงบ้านแอ้ว ได้รับการต้อนรับด้วยเสียงเจี๊ยวจ๊าวอย่างตื่นเต้นจากเด็กชายวัยไล่เลี่ยกันสามหนุ่ม (ไม่รวมพ่อเด็กซึ่งก็หนุ่มเหมือนกัน) น้องธีร์ น้องทิม และน้องธาม (คนนี้เดือนบอกว่าหน้าเหมือนสนูปปี้!) ขอบอกว่าลูกๆ แอ้วน่ารักมาก มาช่วยจัดของกันขมีขมัน ไม่มีตื่นกลัวน้าๆ เลย เป็นเจ้าบ้านที่น่ารักจริงๆ

วันรุ่งขึ้นเรามีนัดกับที่ โรงเรียนบ้านโสกแดง อ.สนม จ.สุรินทร์ ไว้ประมาณสิบโมงครึ่ง ออกจากโรงแรมไปรับแอ้วและน้องธีร์ (เด็กๆ อีกสองคนแอ้วส่งไปเรียนพิเศษภาษาไทย! ย้ำเรียนภาษาไทย ไม่ใช่คณิต วิทย์ ศิลปะ ดนตรี) ออกจาก อ.เมือง ไปยัง อ.สนม เป็นระยะทาง 53 ก.ม. แต่ทางเข้าโรงเรียนเป็นทางซับซ้อน มีหลายแยกหลายซอยมาก เราขับรถหลงทางกันอยู่พักใหญ่ๆ กว่าจะไปถึงโรงเรียนก็สิบเอ็ดโมงกว่าแล้ว

เห็นป้ายโรงเรียนดูใหญ่โตเป็นกำแพงปูนสีขาวใหญ่ แต่พอเลี้ยวเข้าไปในตัวโรงเรียนเห็นเรือนไม้สองชั้นอยู่แถวหนึ่ง และอาคารปูนเป็นห้องและใต้ถุนอยู่ตรงกลาง บริเวณนี้เราเห็นผู้เฒ่าผู้แก่นั่งกันเต็มใต้ถุนราวกับว่าจะมีงานประจำปีของโรงเรียน เมื่อลงไปทักทายและได้รับการต้อนรับจากครูใหญ่ และบรรดาคณะกรรมการการศึกษาของโรงเรียนแล้ว ก็ได้รับการแนะนำว่าคุณยายเหล่านั้นเป็นผู้ปกครองของเด็กๆ ทั้งหลาย (ชาวอีสานส่วนใหญ่พ่อแม่มักทิ้งลูกหลานไว้ให้ตายายเลี้ยง และเข้ามาทำงานในกทม.) เป็นภาพที่น่าประทับใจมากคุณยายนั่งพับเพียบเรียบร้อยกันอยู่เต็มลาน หลังจากนั้นเรามอบอุปกรณ์การเรียน กีฬา หนังสือต่างๆ ให้กับโรงเรียน และทำความรู้จักกับเด็กๆ จำนวน 74 คน (นักเรียนมากันครบไม่มีขาดเลย) แล้วก็เราก็แบ่งเด็กๆ ออกเป็นกลุ่มสีเพื่อความเป็นระเบียบเพื่อแจกไอติมวอลล์กินให้ชื่นใจกันก่อน เด็กๆ รวมทั้งผู้เฒ่าผู้แก่นั่งกินไอติมกันยิ้มแย้ม (ไอติม) หยดย้อย หลังจากนั้นเนื่องจากเรามาถึงเกือบถึงช่วงเที่ยงแล้ว จึงให้เด็กๆ ไปทานอาหารกลางวันก่อนมาทำกิจกรรมร่วมกัน

เราได้เห็นภาพเด็กๆ เดินถือถุงก้อบแก้บเดินเรียงแถวกันไปโรงอาหารที่เป็นศาลาไม้สูงๆ สิ่งที่เด็กๆ หยิบออกมาจากถุงก้อบแก้บเป็นชาม และช้อนสำหรับทานข้าวที่เอากันมาเองจากบ้าน ส่วนใหญ่เป็นชามและช้อนสังกะสีมีสภาพไม่ค่อยแตกต่างกันนักในแต่ละคน คือเป็นอุปกรณ์เราเห็นกันแล้วเกิดความรู้สึกเดียวกัน(เมื่อมาคุยกันในภายหลัง) ว่าขอพี่ซื้อชามหลุมให้น้องๆ ใหม่เถิด (เรื่องนี้แม่เลี้ยงแอ้วขออาสาจัดส่งมาให้) โรงเรียนจัดอาหารพิเศษ (ตามที่เราร้องขอ) ใส่ชามให้ทานร่วมกันเป็นกลุ่มๆ มีน้ำดื่มจากอีซูซุ และขนมจาก S&P ให้ทั้งเด็กๆ และคุณยายทุกคน โดยมีน้องธีร์ช่วยเดินแจกให้อย่างครบถ้วน (แม่เขาเลี้ยงลูกมาดีจริงๆ ขอชม ธีร์ทำได้อย่างไม่มีเคอะเขินและอ่อนน้อมมาก)

หลังจากอิ่มหนำสำราญทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งพี่ๆ แล้ว ก็มารวมตัวกันที่ใต้ถุนเพื่อเริ่มทำกิจกรรม พี่ไก๋เป็นผู้นำเกมส์ตามเดิม มีพี่สีดูแลน้องๆ 6 สีด้วยกัน เหลือง-จุ๊บ เขียว- ฝ้าย ชมพู-แอ้ว ม่วง-เดือน ฟ้า-โมนา ส้ม-แนน ส่วนจอยเป็นผู้จัดเตรียมเกมส์ต่างๆ มีทั้งเกมส์ลูกโป่งระเบิด เกมส์สามัคคีประคองบอล เกมส์ปาลูกบอลลงตะกร้า เกมส์เดินเปี้ยว-เป่าแป้ง เป็นที่สนุกสนานทั้งผู้เล่น และผู้เชียร์ (คุณยายๆ ผู้ปกครอง)

หลังจากเล่นเกมส์กันจนเหน็ดเหนื่อย ก็เป็นการแจกรางวัล ชุดนักเรียน และกระเป๋าของขวัญ (เครื่องเขียน-อภินันทนาการจากเตียวฮง หนังสือธรรมะ-แนน และอื่นๆ ที่ซื้อจากเงินบริจาคของเพื่อนๆ) ให้กับน้องๆ ทุกคน และมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียน 3 คนพิเศษ (คนละ 1,000 บาท คือ ด.ช. อังกอร์ ที่มีแม่ติดเชื้อ
เอชไอวี, ด.ช. วุฒิพงศ์ ที่พ่อแม่แยกทางกัน เลยต้องไปอยู่กับย่าหรือยาย แล้วแต่ใครจะว่างเลี้ยง และด.ญ. อีกคนที่แม่มีหลายสามีและมีลูกเยอะ) กินไอติมแก้เหนื่อยกันอีกครั้ง (ขอบอกว่าแจกไอติมกันไม่มียั้ง ชอบใจทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่) จากนั้นผู้อำนวยการ ร.ร. และตัวแทนของน้องๆ มากล่าวขอบคุณ และมอบของที่ระลึกเป็นหมอนขิด เอกลักษณ์ของชาวอีสาน และถ่ายรูปร่วมกัน เป็นการจบกิจกรรมกันอย่างม่วนชื่น ประทับใจกันถ้วนหน้าเด้อ...

ป.ล.ทริปนี้ขอขอบคุณการต้อนรับอย่างดีจากแม่เลี้ยงแอ้วและครอบครัว พากินอาหารอร่อยของสุรินทร์
ทุกมื้อ พร้อมทั้งข้าวหอมมะลิจากโรงสีไฟสินอุดม ที่อร่อย อร่อย อร่อยมาก และเดือน - แขกรับเชิญพิเศษประจำทริป!

วันพฤหัสบดีที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒

วันดีๆ กับน้องๆ ที่โรงเรียนนิคมพัฒนา จ. ปราจีนบุรี (กรกฎาคม 2551)












โครงการหัวใจบาน Blooming Heart ทริปที่ 1 เริ่มที่ ร.ร.นิคมพัฒนา อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ออกเดินทางกันวันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม 2551 ตั้งแต่เช้า 8.00 โดยมีคณะผู้ร่วมทริปครั้งแรกนี้ 10 คน - โมนา แนน(วัลลภินทร์) บี(เอื้ออารี) จอย(สดุดี) จุ๊บ(พริบพันดาว) ปาน(วันวิสาข์) และเพื่อนๆ อาสาสมัครช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มโครงการ พี่ไก๋ แป้ม ฝ้าย และบ๊อบบี้

โรงเรียนนิคมพัฒนาอยู่ห่างจากมีนบุรีประมาณ 83 ก.ม. ใช้เวลาในการขับรถอย่างเร็วสุดซิ่งประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ (พี่ไก๋ขับอย่างไม่บันยะบันยังแม้จะเป็นรถตู้ เนื่องจากกลัวไปไม่ทันที่นัดเด็กๆ ไว้ 10 โมง) ถนนหนทางจากกรุงเทพฯ ถึงอ.บ้านสร้าง เป็นไปอย่างสะดวกสบาย แต่พอถึงปากทางเข้าร.ร.นิคมพัฒนาถนนเปลี่ยนเป็นดินแดงทันที และเต็มไปด้วยหลุมบ่อเนื่องจากเป็นช่วงหน้าฝน ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเป็นช่วงฝนตกถนนจะสุดทรหดขนาดไหน กว่าจะถึงตัวร.ร.เราก็โขยกเขยกกันไป เลี้ยวหลบหลุมบ่อตลอดเส้นทางที่เป็นถนนดินลูกรังระยะทางประมาณ 4 ก.ม.ก่อนถึงโรงเรียน โดยมีแก็งค์สุนัขเจ้าถิ่นวิ่งมาเห่าให้การต้อนรับคณะเราเป็นระยะ ๆ

ตัวร.ร.มีขนาดไม่ใหญ่นัก อาคารเรียนเป็นเรือนแถวไม้ชั้นเดียวสีเขียวเทอควอยซ์มีอยู่ประมาณ 6-7 ห้องเท่านั้น ถัดจากนั้นเป็นศาลาโล่งๆ ที่ใช้อเนกประสงค์เป็นทั้งอาคารประชุม ทำกิจกรรม และโรงอาหาร ที่นี่เราเห็นว่านักเรียนและคุณครูมานั่งรอกันอยู่เต็มแล้ว คุณครูใหญ่ และเด็กโตต่างมาช่วยกันขนของที่เรานำมาแจกและทำกิจกรรม (ของเยอะมาก จนเราต้องขับรถกันไปสองคัน) เด็กๆ ดูยิ้มแย้ม ตื่นเต้นกับการมาของพวกเรา แต่ก็ยังนั่งกันอยู่อย่างเป็นระเบียบ

ในศาลานั้นมีป้ายต้อนรับคณะของเราที่จัดทำมาอย่างดีอยู่ด้านหน้า หลังจากจัดข้าวของกันเรียบร้อยแล้ว ผ.อ.สมศรี งามดี ก็กล่าวต้อนรับกลุ่มหัวใจบานและแนะนำคณะกรรมการการศึกษาที่นำโดยคุณสุเทพ ละมั่งทอง หลังจากนั้นพวกเราก็ได้มอบสิ่งของต่างๆ สำหรับการพัฒนาเด็กๆ ทั้งในด้านการเรียนและการกีฬาที่ได้มาจากการสมทบทุนของเพื่อนๆ อาทิเช่น โต๊ะปิงปอง และอุปกรณ์กีฬา (มีครบทุกประเภทที่เด็กควรเล่นขอบอก) และสีทาอาคารนอกจากนี้ยังมีหนังสือนอกเวลาสำหรับห้องสมุดชุดใหญ่ สื่อประกอบการเรียนการสอน ชุดทำการเกษตร

จากนั้นจึงเป็นเวลารับประทานอาหารกลางวันของเด็กๆ ค่าอาหารตามปกติของเด็กๆ เฉลี่ยแล้วคนละ 10 บาทต่อวัน แต่วันนี้เราได้สมทบทุนเพิ่ม 2,000 บาท เพื่อขอให้มีอาหารเที่ยงมื้อสุดพิเศษสำหรับเด็กๆ เมนูพิเศษวันนี้ก็คือ น่องไก่เล็กทอด แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย ลำไย และเรามีเพิ่มเติมเค้กกล้วยหอม (อภินันทนาการจาก S&P) น้ำดื่ม (อภินันทนาการจากอีซูซุกรุงเทพเซลส์) พวกเราเพลิดเพลินกับการตักอาหารและหยิบขนมแจกเด็กๆ จนลืมหิวไปเลย ด้วยความชื่นใจที่เห็นเด็กๆ มีความสุข ก่อนรับประทานอาหารเด็กๆ ได้มีการสวดมนต์ “ข้าวทุกจานอาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้างเป็นของมีค่า...” ร่วมกัน (ทำเอาแนนถึงกับน้ำตาซึมด้วยความปลาบปลื้ม)

เมื่อเด็กๆ ทานข้าวกันเสร็จแล้วก็มีการประกาศว่าเด็กๆ จะได้รับแจกไอศกรีมเป็นของหวาน เด็กทุกคนถึงกับออกอาการดีใจกันอย่างสุดยิ้มเพราะนั่งจ้องตู้ไอศกรีมกันมาเกือบอาทิตย์แล้ว (ไอศกรีมที่สั่งไปเค้าไปตั้งตู้และลงไอศกรีมให้ตั้งแต่วันอังคาร!) ต่างก็ปรี่กันมาเข้าแถวรับไอติมและกลับไปนั่งอวดกันว่าใครได้รสอะไร บางคนกว่าจะได้กินก็ทั้งหอมทั้งจูบซองไอติมอย่างทะนุถถนอมราวกับว่าไม่อยากให้จากกันไป จนต้องไปบอกว่าหนูขาไอติมจะละลายหมดแล้ว พี่เปลี่ยนแท่งใหม่ให้ดีกว่านะ
เด็กๆ อนุบาลดูมีความสุขมากกว่าเพื่อน เพราะดูจากผ้ากันเปื้อนที่ช่วยป้องกันอะไรไม่ได้เลยไอติมหยดเลอะทั้งหน้าทั้งเสื้อนอกเสื้อใน ช่วงเวลาการกินไอติมของเด็กๆ นี่ช่างมีความสุขกันอย่างล้นเหลือ หน้าตาอิ่มสุขอิ่มไอติมกันถ้วนหน้า (เพราะบางคนกินไป 4-5 แท่ง)

หลังจากนั้นเราก็ได้ร่วมรับประทานอาหารกับคุณครูและคณะกรรมการการศึกษา ซึ่งได้ทำอาหารเลี้ยงต้อนรับเราอย่างมากมาย อาหารจานกุ้งแทบทุกจาน (เลี้ยงกุ้งกันในแถบนั้น) กุ้งผัดสายบัว กุ้งเทมปุระ ต้มยำกุ้ง น่องไก่เล็กทอด แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย เรียกว่ากินอิ่มแบบไม่กล้าให้เหลือข้าวกันสักเม็ด (อายเด็กๆ ที่สวดมนต์ก่อนหน้านี้)

เมื่ออิ่มท้องอิ่มใจกันเป็นที่เรียบร้อย ก็ถึงเวลาทำกิจกรรมร่วมกัน เด็กๆ ทั้งร.ร.ตั้งแต่ชั้นเด็กเล็กอนุบาล ป.1 – ป.6 ซึ่งมีทั้งหมด 54 คน แต่วันนี้มากันทั้งหมด 40 กว่าคน เราได้แบ่งกันออกเป็น 4 สี ฟ้า ม่วง เขียว ส้ม ยกเว้นเด็กเล็กจิ๋วคอยเป็นทีมเชียร์เพราะกลัวว่าจะแบนไปเสียก่อนตอนเล่นเกมส์ โชคดีมากที่เราได้พี่ไก๋มาคอยเป็นผู้นำเกมส์ เพราะนำเกมส์ได้อย่างเมามันส์มาก “นิคมพัฒนา พร้อมมั๊ยยย” “พร้อมมม!”

เกมส์แรก “กาป้อนเหยื่อ” เป็นการใช้หลอดส่งห่วงยางต่อๆ กันไป ต่อด้วยเกมส์ “ลูกโป่งตูมตาม” เหยียบลูกโป่งฝ่ายตรงข้ามให้ได้มากที่สุด ต่อด้วย “บอลลงหลุม” โยนลูกบอลในสีของตัวเข้าตะกร้าให้มากที่สุด และเกมส์สุดท้าย “เดินเปี้ยวเป่าแป้ง” แข่งกันวิ่งเปี้ยว (แบบเดินเดิน) แล้วมาเป่าแป้งหาเหรียญ ทั้งพี่ๆ สี ทั้งเด็กๆ ต่างลุ้นแต่ละเกมส์กันด้วยความสนุกสนาน ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ

ก่อนการประกาศผลคะแนน ก็มาพักผ่อนกันด้วยการกินไอติมอีกรอบ (เด็กเล็กระหว่างนั่งเชียร์พี่ๆ เค้าเล่นเกมข้างตู้ ไอติมก็กินไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ อย่างมีความสุข) เสร็จแล้วมาประกวดเต้นประกอบเพลง “หัวใจบาน” (โดยปิติ ลิ้มเจริญ นักแต่งเพลงมือทอง) เด็กๆ ก็คิดท่าประกอบและเต้นกันอย่างเต็มที่ไม่มีเหนียมอาย ยิ่งพอเปิดเพลงลูลู่ ลาลา โปงลางสะออน หรือเพลงจังหวะหัวใจ บี้เดอะสตาร์ ก็ยิ่งปล่อยท่ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร

ช่วงสุดท้ายของกิจกรรม ผ.อ.สมศรี พร้อมทั้งตัวแทนคณะกรรมการการศึกษาและตัวแทนคณะครู ก็มามอบของรางวัลให้เด็กๆ ตามด้วยพี่ๆ ที่ร่วมกันแจกถุงอเนกประสงค์ให้เด็กทุกคน (จากอีซูซุอีกครั้ง)ซึ่งในถุงนั้นมีชุดเครื่องเขียน (อภินันทนาการจากคุณแม่พี่กัน-ทิพย์สุดา) หนังสือสวดมนต์ และอุปกรณ์การเรียนอื่นๆ ที่ได้มาจากเงินบริจาคของเพื่อนๆ เด็กๆ ที่ได้รับดูมีความสุขกันอย่างมากมาก ยิ้มสุดยิ้มและมาชื่นชมของกัน ทำให้ผู้ให้อย่างพวกเราอิ่มใจกันถ้วนหน้า

พวกเราจบโครงการหัวใจบาน Blooming Heart ทริปที่ 1 กันอย่างมีความสุขและมีพลังตั้งใจสำหรับอีกสองทริปที่เหลือกันอย่างเต็มล้น โปรดติดตาม กันยายน - สุรินทร์ และพฤศจิกายน – น่าน อยากให้เพื่อนๆ ได้มาร่วมความสุข ร่วมอิ่มใจกันอีกมากมาก

สำหรับผู้ที่สนใจสนับสนุนกิจกรรมของกลุ่มหัวใจบานในคราวต่อๆไป สามารถช่วยได้โดยการบริจาคเงิน
ทำบุญตามรายละเอียดข้างล่างนี้ได้นะคะ
ธนาคาร กสิกรไทย
สาขา สุขุมวิท 33 (บางกะปิ)
บัญชี ออมทรัพย์
ชื่อบัญชี น.ส. เอื้ออารี นิชิด้า (คุ้มใจ)*
เลขที่บัญชี 003-2-30398-8

ท่านสามารถ Fax หลักฐานการโอนเงิน (ใบนำฝาก) มาได้ที่หมายเลข
02- 3214946 หรือ e-mail แจ้งมาที่
joy_ly@hotmail.com หรือแจ้งไว้ใน comment ของ blog
และหากต้องการจะช่วยเหลือโรงเรียนใดหรือกิจกรรมใดเป็นพิเศษ กรุณาระบุไว้ในใบ fax, email หรือ comment ของ Blooming Heart ด้วยนะคะ

หัวใจบานเบ่ง ทีพัทลุง

blooming ฮาเฮ เที่ยวเล่นเมืองใต้ :)

Blooming heart Trip 9 - บ้านโอดนาดี อุบลฯ

blooming เที่ยวเล่น อุบลฯ

Blooming เที่ยว อุทัยฯ :)

blooming heart ณ โรงเรียนห้วยโศก อุท้ยธานี

หัวใจบานที่ นครศรีธรรมราช :)

blooming นอกเวลา (นครศรีธรรมราช)

หัวใจบาน ณ บ้านทรายทอง

blooming heart journey season I

Blooming heart Journey season 2

Blooming Heart : Journey to Pilok hill

Bl