กว่าจะออกเดินทางกับทริปที่ 3 ประจำปี 2551 นี้ได้ ก็ทำเอาพวกเราชาวคณะหัวใจบานนั่งลุ้นตัวโก่งว่า
ตกลงแล้วพวกเราจะเดินทางไปน่านอย่างไรดี เหตุก็เพราะว่า พวกเราจองตั๋วเครื่องบินกันตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุปิดสนามบินดอนเมือง-สุวรรณภูมิแล้วว่า จะบินกันช่วงวันที่ 5 – 7 ธันวาคม แล้วแต่ใครสะดวกออกวันไหน
แต่ทุกคนต้องเจอกันที่น่านในวันที่ 7 ธันวาคม เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนไปทำกิจกรรมกับน้องๆ 88 คน ที่โรงเรียนบ้านห้วยเฮือในวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม แต่ในที่สุด คณะของเราทั้ง 12 คนก็ไปถึงน่านได้ตามวันนัดหมาย โดยมีแนน, พี่ไก๋, จอยที่ตัดสินใจขับรถออกจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ก่อนตั้งแต่บ่ายวันที่ 4 ธันวาคม (ด้วยความไม่อยากลุ้นว่าเครื่องบินจะบินออกได้หรือไม่ได้ในวันที่ 5 ธันวาคม) แล้วฝ้ายและปานก็บินตามไปเจอ 3 สาวที่เชียงใหม่ในวันที่ 5 และ 6 ธันวาคม ตามลำดับ จากนั้นแก็งค์ 5 สาวก็ขับรถออกจากเชียงใหม่มุ่งสู่น่าน โดยมีแป้มและพ่อ-แม่ของแป้มที่อยู่เชียงใหม่ขับตามมาด้วยอีก 1 คัน ระหว่างทางก็ได้แวะรับ(ติง)ลี่ – เพื่อนของฝ้ายและจุ๊บแจนที่อยู่แพร่มาอีก 1 คน กลายเป็น 9 คนอลเวงที่ต้องนั่งรถกันอย่างทุลักทุเลมาถึงน่าน เพราะต้องขนของมาแจกน้องๆ อย่างเยอะมาก เช่น เสื้อหนาว ชุดนักเรียน รองเท้า อุปกรณ์กีฬา หนังสืออ่านเล่น ตุ๊กตา ขนม ฯลฯ และกลุ่มที่ไปถึงน่านเป็นกลุ่มสุดท้าย ก็คือ โมนา พี่วรรณ และ พี่จุ๊บ โดยไปถึงวันที่ 7 ธันวาคม…. เฮ้อ! ชุลมุนกันจริงๆ กว่าจะเจอกันครบทั้งคณะ สำหรับทริปนี้!
ตกลงแล้วพวกเราจะเดินทางไปน่านอย่างไรดี เหตุก็เพราะว่า พวกเราจองตั๋วเครื่องบินกันตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุปิดสนามบินดอนเมือง-สุวรรณภูมิแล้วว่า จะบินกันช่วงวันที่ 5 – 7 ธันวาคม แล้วแต่ใครสะดวกออกวันไหน
แต่ทุกคนต้องเจอกันที่น่านในวันที่ 7 ธันวาคม เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนไปทำกิจกรรมกับน้องๆ 88 คน ที่โรงเรียนบ้านห้วยเฮือในวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม แต่ในที่สุด คณะของเราทั้ง 12 คนก็ไปถึงน่านได้ตามวันนัดหมาย โดยมีแนน, พี่ไก๋, จอยที่ตัดสินใจขับรถออกจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ก่อนตั้งแต่บ่ายวันที่ 4 ธันวาคม (ด้วยความไม่อยากลุ้นว่าเครื่องบินจะบินออกได้หรือไม่ได้ในวันที่ 5 ธันวาคม) แล้วฝ้ายและปานก็บินตามไปเจอ 3 สาวที่เชียงใหม่ในวันที่ 5 และ 6 ธันวาคม ตามลำดับ จากนั้นแก็งค์ 5 สาวก็ขับรถออกจากเชียงใหม่มุ่งสู่น่าน โดยมีแป้มและพ่อ-แม่ของแป้มที่อยู่เชียงใหม่ขับตามมาด้วยอีก 1 คัน ระหว่างทางก็ได้แวะรับ(ติง)ลี่ – เพื่อนของฝ้ายและจุ๊บแจนที่อยู่แพร่มาอีก 1 คน กลายเป็น 9 คนอลเวงที่ต้องนั่งรถกันอย่างทุลักทุเลมาถึงน่าน เพราะต้องขนของมาแจกน้องๆ อย่างเยอะมาก เช่น เสื้อหนาว ชุดนักเรียน รองเท้า อุปกรณ์กีฬา หนังสืออ่านเล่น ตุ๊กตา ขนม ฯลฯ และกลุ่มที่ไปถึงน่านเป็นกลุ่มสุดท้าย ก็คือ โมนา พี่วรรณ และ พี่จุ๊บ โดยไปถึงวันที่ 7 ธันวาคม…. เฮ้อ! ชุลมุนกันจริงๆ กว่าจะเจอกันครบทั้งคณะ สำหรับทริปนี้!
แล้วเช้าวันที่ 8 ธันวาคม พวกเราก็ได้ไปเจอคุณครูที่จุดนัดพบ คือ ที่อีซูซุน่าน นั่นเอง เนื่องจากเราไม่คุ้นทางและคุณครูจากโรงเรียนก็อาสาที่จะนำทางให้เราด้วย ระยะทางจากอำเภอเมืองไปสู่โรงเรียนบ้านห้วยเฮือนั้นแค่ 35 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมงกว่าจะถึงโรงเรียนเนื่องจากโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนบนดอย ระยะ 9 กิโลเมตรสุดท้ายก่อนถึงโรงเรียนนั้น ถนนเป็นถนนลำลองดินลูกรัง เมื่อรถวิ่งฝุ่นจะตลบไปตลอดทาง รถที่ขับตามหลังต้องจอดรออยู่พักหนึ่งให้ฝุ่นหายคลุ้งก่อนจะขับต่อไปได้ อีกทั้งถนนยังไปถนนเลนเดียว รถวิ่งสวนกันไม่ได้ แม้จะอยู่ในเขตอำเภอเมือง แต่หนทางที่ไปทำให้พวกเราต่างรู้สึกว่า นี่ อำเภอเมืองจริงๆ หรือนี่?
ระหว่างทางขึ้นดอย เราได้เห็นทิวทัศน์ที่สวยงาม เห็นสีเขียวๆ ของต้นไม้เต็มภูเขา เห็นสวนต้นลิ้นจี่ที่ชาวเขาปลูกไว้ เห็นแผงข้าวเปลือกที่ตากไว้รายทาง และเห็นเพิงเก็บข้าวหลังเล็กๆ ของชาวบ้าน ครูบอกว่าชาวเขาที่นี่ปลูกข้าว นวดข้าว สีข้าวไว้ใช้บริโภคกันเอง นอกจากนี้เรายังได้เห็นภาพการใช้ชีวิตยามเช้าของครอบครัวชาวเขาเผ่าเมี่ยน บ้างก็นั่งคุยกัน บ้างก็ล้อมวงสูบบุหรี่บ้องยาวๆ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่สูงอายุหน่อยโดยเฉพาะคุณย่าคุณยายจะแต่งชุดพื้นเมืองที่มีแถบคอเป็นสีแดงสวยเหมือนพวงมาลัย แล้วก็ยังได้เห็นสัตว์เลี้ยงต่างๆ นานารายทาง ไม่ว่าจะเป็น แม่ไก่กับลูกเจี๊ยบ สุนัขนานาพันธุ์ และลูกหมูป่าตัวเล็กๆ สีดำๆ ที่ทำตัวเป็นเจ้าของถนนยังไงยังงั้น…
เมื่อถึงโรงเรียน เราได้เห็นน้องๆ ใส่เสื้อยืดสีเหลืองวิ่งเล่นกันอยู่ ครูบอกว่า ที่โรงเรียนนี้ทุกวันจันทร์และวันศุกร์ นักเรียนจะใส่เสื้อเหลืองเพื่อในหลวง (พวกเราพี่ๆ ต่างประทับใจเป็นอย่างมาก เพราะเราก็รักในหลวงเหมือนกัน) แล้วเราก็ช่วยกันลำเลียงของลงจากรถไปไว้ที่อาคารอเนกประสงค์ น้องๆ ซึ่งเห็นพวกเรามีของมาเยอะแยะก็มาช่วยเราขนของกันอย่างขยันขันแข็ง เด็กที่โตหน่อย คุณครูก็จะให้ไปขนโต๊ะ เครื่องเสียงและลำโพง เมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จ ทุกคนก็พร้อมที่จะมีเวลาแห่งความสุขสนุกสนานไปด้วยกัน
เราเริ่มกันที่การแบ่งกลุ่มตามสี ในวันนั้น เรามีน้องๆ จากโรงเรียนบ้านห้วยเฮือ 66คน และน้องๆ จากโรงเรียนสาขาบ้านห้วยระพีอีก 22คน รวมเป็น 88 คน เลยแบ่งน้องๆ ออกเป็น 6 กลุ่มๆ ละประมาณ 13 – 14 คน กว่าจะแบ่งกลุ่มกันได้ ก็ทำเอาทั้งพี่ๆ และน้องๆ งงกันไปตามๆ กันด้วยเทคนิคการนับเลขแบ่งกลุ่มนี่ล่ะ แต่ในที่สุด ทุกคนต่างก็มีกลุ่มของตัวเองและมีพี่สี ดังนี้ สีส้ม (พี่แนน)/ สีเหลือง (พี่ฝ้าย)/ สีเขียว (พี่แป้ม)/ สีฟ้า (พี่โมนา)/ สีม่วง (พี่วรรณ)/ สีชมพู (พี่ปาน)
เกมแรกที่เล่น ก็คือ เกมระเบิดลูกโป่ง โดยให้แข่งกันคราวละ 2 สี น้องๆ ที่ตัวเล็กๆ พี่ๆ ก็จะแยกไว้เป็นกองเชียร์และให้กอดลูกโป่งไว้เป็นที่ระลึกโดยไม่ต้องลงแข่ง เพราะคงจะสู้กับน้องตัวใหญ่ๆ ไม่ไหว แต่เราก็ถามความสมัครใจด้วย น้องคนไหนที่ตัวเล็กแต่ใจสู้บอกว่าจะแข่ง เราก็ต้องยอมให้เค้าแข่ง พอเริ่มเล่น เด็กทุกคนต่างก็ชุลมุนวุ่นวายกับการเหยียบลูกโป่งกันอย่างสนุกสนาน ทำเอาลูกโป่งแตก ลูกโป่งหลุดกันไปพอสมควร นับคะแนนกันแล้ว พี่ไก๋ (พิธีกรขาประจำ) ก็เริ่มนำเข้าสู่เกมที่ 2 คือ เกมโยนบอลลงตะกร้า เกมนี้น้องๆ ตัวเล็กก็เล่นได้และทำคะแนนได้ดีไม่แพ้น้องๆ ที่ตัวโต และเรามีกฎว่า ห้ามน้องๆ ยืนเลยเส้นที่เรากำหนดไว้เวลาจะโยนบอล เกมนี้พี่ไก๋เลยได้ใช้อภิสิทธิ์ของความเป็นพิธีกรแจกคะแนนโบนัสให้กับสีที่ซื่อสัตย์ด้วย หลายๆ สีเลยได้คะแนนเพิ่มอีก 5 คะแนนจากการทำตามกติกา (สีฟ้าก็ได้ด้วย เย้!) นอกเหนือไปจากการได้คะแนนจากจำนวนลูกบอลที่โยนลงตะกร้า
หลังจากอุ่นเครื่องกันไป 2 เกม พวกเราก็ให้น้องๆ พักกลางวัน โดยอาหารเที่ยงมื้อนี้ เราเลี้ยงน้องๆ ด้วยข้าวผัด น่องไก่ทอด และหมูหวานฝอย แถมด้วยขนมหวานเป็นกูลิโกะโคลลอนหรือเพรทซ์รสแฮมชีส และไอศกรีมแท่ง ก่อนที่จะลงมือรับประทานอาหาร น้องๆ ทุกคนจะมีการสวดด้วย ของโรงเรียนแม่จะเป็นการท่องบท ‘ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้าง…’ ส่วนของโรงเรียนสาขาก็จะเป็นการท่องบทสวดมนต์ภาษาบาลี
ระหว่างที่น้องๆ เริ่มรับประทานกัน ผอ.ธงชัยก็มาชวนพวกเรานำไอศกรีมไปแจกศูนย์เด็กเล็กก่อนวัยเรียนที่ตั้งอยู่หลังโรงเรียน น้องๆ หลายๆ คนเริ่มจะนอนกลางวันกันแล้วเมื่อเราเดินไปถึง แต่พอถูกถามว่า
อยากกินไอติมไหม? หลายคนรีบลุกขึ้นมาทันที บางคนที่เล็กหน่อยยังงงๆ อยู่ว่า พี่ๆ มาทำอะไร แต่พอพี่ๆ โชว์ไอติมแท่งห่อสีสันสดใสให้ดูเท่านั้นแหละ ก็ลุกขึ้นมากับเค้าด้วย จากนั้นครูก็บอกให้น้องๆ ทุกคนออกมารับและยืนกินไอติมกันข้างนอกจะได้ไม่เลอะห้องเรียน น้องๆ ทุกคนเลียไอติมกันอย่างมีความสุข มีน้องคนหนึ่งพอได้ไปแล้วเอาแต่เลียห่อไอติมอยู่เป็นนานจนพี่ต้องไปบอกน้องว่า เดี๋ยวก่อน ที่กำลังเลียอยู่น่ะ ไม่ใช่ไอติมนะ มาพี่แกะให้ ส่วนน้องอีกคนไม่ยอมกินไอติม พอได้ไปแล้วก็เอาไปใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ โถ! เดี๋ยวละลายหมดก็อดกินนะน้อง ระหว่างที่น้องๆ กำลังกินไอติมกันอยู่ ก็ลองถามน้องๆ ดูว่า ไอติมอันนี้สีอะไร (น้องก็ตอบได้ว่า สีชมพู) ไอติมอันนี้เย็นหรือร้อน (น้องก็ตอบได้ว่า เย็น) แล้วพอกำลังจะหมดแท่ง ไอติมของน้องคนหนึ่งก็หล่นจากแท่ง ทำเอาน้องเสียดายมากถึงกับจะเก็บขึ้นมากินใหม่ทั้งๆ ที่เปื้อนดินเปื้อนทรายไปแล้ว แต่คุณครูใจดีแบ่งของครูให้ น้องเลยได้กินอีก นอกจากไอติมแล้ว พี่ๆ ยังเอาขนมขบเคี้ยวมาแจกให้อีกคนละ 1 ถุง ทำเอาน้องๆ ดีใจไปตามๆ กัน
หลังจากทุกคนรับประทานอาหารกลางวันกันเสร็จ ก็มาทำกิจกรรมกันต่อ ด้วยเกมสามัคคีประคองบอลลงตะกร้า และเกมเดินเปี้ยวเป่าแป้ง น้องๆ มีพลังเล่นกันอย่างเหลือเฟือ แต่พี่ๆ ต่างเริ่มอ่อนแรง (พี่สีที่หายตัวบ่อยสุด คือ พี่วรรณประจำสีม่วง เรียกหาทีไรพี่สีม่วงคนนี้ไปห้องน้ำทุกที) เมื่อสรุปคะแนนรวมกันได้แล้ว น้องๆ ทุกสีต่างก็ได้รับแจกของรางวัลกันไปตามลำดับ ทุกคนจะได้ของรางวัล 1 ชิ้น เช่น ที่ 6 ได้กระปุกออมสิน, ที่ 1 ได้กล่องข้าว เป็นต้น (รายการของรางวัลน่ารักๆ สำหรับอันดับต่างๆ นี้ พี่จุ๊บแจนเป็นผู้ไปคัดเลือกสรรหา) รู้สึกน้องๆ จะถูกใจของรางวัลที่เป็นเกมมากที่สุด
หลังจากนั้นก็เป็นพิธีมอบสื่อประกอบการเรียนการสอนให้กับทางโรงเรียน ซึ่งมีตั้งแต่ อุปกรณ์กีฬา หนังสือนิทาน หนังสืออ่านนอกเวลา บัตรคำศัพท์ต่างๆ เครื่องเขียน และเกมกล่องต่างๆ เพื่อการพัฒนาทักษะ
เมื่อมอบของให้ทางโรงเรียนและคณะครูเสร็จ ก็เป็นเวลาแห่งการแจกของให้กับน้องๆ แต่ละคน โดยน้องๆ ทุกคนจะได้รับสิ่งของดังต่อไปนี้
1. ถุงผ้าที่มีสมุด ดินสอ ยางลบ กบเหลาดินสอ รูปลอก
2. ชุดนักเรียน 1 ชุด และ ถุงเท้า 1 คู่
3. เสื้อหนาว 1 ตัว
4. ผ้าห่ม 1 ผืน
5. ตุ๊กตา 1 ตัว
เมื่อทุกคนได้รับของแจกแล้ว ก็เป็นอันเสร็จกิจกรรม น้องๆ ทุกคนต่างก็สะพายถุงผ้า กอดตุ๊กตา กอดผ้าห่มของตัวเองไว้แน่น เตรียมพร้อมถ่ายรูปหมู่ร่วมกันก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน พี่ๆ ทุกคนต่างก็อิ่มใจและอิ่มบุญกันถ้วนหน้าที่ได้เห็นน้องๆ มีความสุข เนื่องจากคราวนี้ เรามีของมามากกว่าทุกครั้ง แม้เมื่อแจกของให้น้องๆ ทุกคนแล้ว ยังมีเสื้อหนาวเหลืออีกเกือบ 70 ตัว และรองเท้าที่ติงลี่บริจาคให้อีก 50 กว่าคู่ กลุ่มของโมนา/ พี่วรรณ/ พี่จุ๊บที่จะไปอำเภอบ่อเกลือในวันรุ่งขึ้นเลยได้รับมอบหมายจากเพื่อนๆ ให้เอาไปแจกต่อ หลังจากโทรสอบถามจากอาจารย์ที่เคยอยู่บ่อเกลือมาก่อน ได้ความว่าที่บ่อเกลือมีอยู่โรงเรียนหนึ่งที่ค่อนข้างกันดารเช่นกัน คือ โรงเรียนบ้านบ่อหลวง สาขาห้วยโป่ง ซึ่งเด็กที่มาเรียนเป็นชาวเขาเผ่าลัวะ
ในวันรุ่งขึ้น รถปีนเขาขึ้นไปถึงโรงเรียนเมื่อเวลาเกือบบ่ายสี่โมงโดยปราศจากการนัดหมายใดๆ ล่วงหน้ามาก่อน แต่อาศัยเสียงจากข้างในที่คอยลุ้นว่าเด็กจะกลับบ้านไปหรือยัง และถ้าแย่จริงๆ เราจะเจอครูบ้างไหม
ภาพที่เราเห็นคือเด็กตัวเล็กๆ ตั้งแถวเรียงเดี่ยวเดินตรงมาเตรียมออกจากโรงเรียน เมื่อรถเบรกจนตะกุยฝุ่นแดงขึ้นมาเล็กน้อย กระจกหน้ารถก็เปิดออกพร้อมเสียงดังว่า ‘อย่าเพิ่งกลับนะ..มีของมาแจก’ ประโยคนี้ดูท่าจะได้ผลเพราะเด็กถอยหลังกันเป็นขบวนอย่างรวดเร็วและพร้อมพรั่งไปสู่ลานหน้าอาคารเรียนเพื่อรอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป เราเดินไปหาครูซึ่งมีครูหญิงสองคนและครูชายอีกหนึ่งคน แจ้งความประสงค์แก่เขา และเริ่มกระบวนการขนของออก ระหว่างนี้เด็กๆ เริ่มสนใจ บางส่วนกรูเข้ามาดูว่ามีอะไรบ้าง จนครูต้องช่วยสั่งให้เด็กไปยืนตั้งแถวรออย่างเป็นระเบียบ เนื่องจากเรามีสิ่งของหลายประเภท คือ รองเท้า เสื้อหนาว และของเล่น จึงตกลงกันได้ว่าจะให้เด็กเลือกของที่ต้องการคนละหนึ่งชิ้น ใครต้องการรองเท้ายืนฝั่งหนึ่ง ใครต้องการเสื้อหนาวแยกไปอีกฝั่งหนึ่ง การแจกเสื้อหนาวง่ายกว่ารองเท้ามากเพราะใช้กะขนาดคร่าวๆ และเลือกสีที่ตัวเองโปรดจากสองสีที่มีอยู่คือเทาและน้ำตาล ส่วนการแจกรองเท้าเป็นเรื่องชุลมุนอักโขเพราะต้องให้ทุกคนลองรองเท้าว่าใส่ได้พอดีหรือไม่ แต่สุดท้ายทุกคนก็ได้ ของติดมือกลับบ้านไปใช้คนละหนึ่งชิ้น
เด็กๆ ดูกระตือรือร้นและดูมีระเบียบวินัยดี เราขอถ่ายรูปหมู่โดยมีวิวฉากหลังเป็นภูเขาอยู่หลายรูป ครูผู้ชายเป็นคนชี้บอกว่า “ยอดเขานั่นน่ะเห็นไหม? บ้านเด็กพวกนี้อยู่บนนั้น…ตอนเช้าต้องออกจากบ้านหกโมงเดินมาโรงเรียน มีเด็กที่เป็นหัวหน้ากลุ่มถือธงเดินนำมา บางคนมีฐานะหน่อยอาจกินอาหารเช้ามาก่อน ส่วนคนที่ไม่มีก็ไม่ได้กิน รอไปกินข้าวเที่ยงที่โรงเรียนให้…ตอนเย็นก็เดินกลับด้วยกัน แยกเป็นสายๆ ตามหมู่บ้าน”
ฟังแล้วต้องนิ่ง …นึกในใจว่าชีวิตคนเมืองหลวงทั้งหลายถ้าลดการใส่ใจกับตัวเองมากเกินไปท่าจะดี ครูยังบอกอีกว่ามูลนิธิศุภนิมิตก็มาแจกของและบริจาคเงินด้วยเหมือนกัน… แล้วเราก็ลาคุณครูกับเด็กๆ ที่เตรียมตัวเดินกลับบ้าน (หวังว่าคงไม่ทำให้น้องเดินกลับมืดค่ำอย่างอันตรายเพราะมารอพี่ๆ แจกของนานเกินไป)
ระหว่างทางขึ้นดอย เราได้เห็นทิวทัศน์ที่สวยงาม เห็นสีเขียวๆ ของต้นไม้เต็มภูเขา เห็นสวนต้นลิ้นจี่ที่ชาวเขาปลูกไว้ เห็นแผงข้าวเปลือกที่ตากไว้รายทาง และเห็นเพิงเก็บข้าวหลังเล็กๆ ของชาวบ้าน ครูบอกว่าชาวเขาที่นี่ปลูกข้าว นวดข้าว สีข้าวไว้ใช้บริโภคกันเอง นอกจากนี้เรายังได้เห็นภาพการใช้ชีวิตยามเช้าของครอบครัวชาวเขาเผ่าเมี่ยน บ้างก็นั่งคุยกัน บ้างก็ล้อมวงสูบบุหรี่บ้องยาวๆ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่สูงอายุหน่อยโดยเฉพาะคุณย่าคุณยายจะแต่งชุดพื้นเมืองที่มีแถบคอเป็นสีแดงสวยเหมือนพวงมาลัย แล้วก็ยังได้เห็นสัตว์เลี้ยงต่างๆ นานารายทาง ไม่ว่าจะเป็น แม่ไก่กับลูกเจี๊ยบ สุนัขนานาพันธุ์ และลูกหมูป่าตัวเล็กๆ สีดำๆ ที่ทำตัวเป็นเจ้าของถนนยังไงยังงั้น…
เมื่อถึงโรงเรียน เราได้เห็นน้องๆ ใส่เสื้อยืดสีเหลืองวิ่งเล่นกันอยู่ ครูบอกว่า ที่โรงเรียนนี้ทุกวันจันทร์และวันศุกร์ นักเรียนจะใส่เสื้อเหลืองเพื่อในหลวง (พวกเราพี่ๆ ต่างประทับใจเป็นอย่างมาก เพราะเราก็รักในหลวงเหมือนกัน) แล้วเราก็ช่วยกันลำเลียงของลงจากรถไปไว้ที่อาคารอเนกประสงค์ น้องๆ ซึ่งเห็นพวกเรามีของมาเยอะแยะก็มาช่วยเราขนของกันอย่างขยันขันแข็ง เด็กที่โตหน่อย คุณครูก็จะให้ไปขนโต๊ะ เครื่องเสียงและลำโพง เมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จ ทุกคนก็พร้อมที่จะมีเวลาแห่งความสุขสนุกสนานไปด้วยกัน
เราเริ่มกันที่การแบ่งกลุ่มตามสี ในวันนั้น เรามีน้องๆ จากโรงเรียนบ้านห้วยเฮือ 66คน และน้องๆ จากโรงเรียนสาขาบ้านห้วยระพีอีก 22คน รวมเป็น 88 คน เลยแบ่งน้องๆ ออกเป็น 6 กลุ่มๆ ละประมาณ 13 – 14 คน กว่าจะแบ่งกลุ่มกันได้ ก็ทำเอาทั้งพี่ๆ และน้องๆ งงกันไปตามๆ กันด้วยเทคนิคการนับเลขแบ่งกลุ่มนี่ล่ะ แต่ในที่สุด ทุกคนต่างก็มีกลุ่มของตัวเองและมีพี่สี ดังนี้ สีส้ม (พี่แนน)/ สีเหลือง (พี่ฝ้าย)/ สีเขียว (พี่แป้ม)/ สีฟ้า (พี่โมนา)/ สีม่วง (พี่วรรณ)/ สีชมพู (พี่ปาน)
เกมแรกที่เล่น ก็คือ เกมระเบิดลูกโป่ง โดยให้แข่งกันคราวละ 2 สี น้องๆ ที่ตัวเล็กๆ พี่ๆ ก็จะแยกไว้เป็นกองเชียร์และให้กอดลูกโป่งไว้เป็นที่ระลึกโดยไม่ต้องลงแข่ง เพราะคงจะสู้กับน้องตัวใหญ่ๆ ไม่ไหว แต่เราก็ถามความสมัครใจด้วย น้องคนไหนที่ตัวเล็กแต่ใจสู้บอกว่าจะแข่ง เราก็ต้องยอมให้เค้าแข่ง พอเริ่มเล่น เด็กทุกคนต่างก็ชุลมุนวุ่นวายกับการเหยียบลูกโป่งกันอย่างสนุกสนาน ทำเอาลูกโป่งแตก ลูกโป่งหลุดกันไปพอสมควร นับคะแนนกันแล้ว พี่ไก๋ (พิธีกรขาประจำ) ก็เริ่มนำเข้าสู่เกมที่ 2 คือ เกมโยนบอลลงตะกร้า เกมนี้น้องๆ ตัวเล็กก็เล่นได้และทำคะแนนได้ดีไม่แพ้น้องๆ ที่ตัวโต และเรามีกฎว่า ห้ามน้องๆ ยืนเลยเส้นที่เรากำหนดไว้เวลาจะโยนบอล เกมนี้พี่ไก๋เลยได้ใช้อภิสิทธิ์ของความเป็นพิธีกรแจกคะแนนโบนัสให้กับสีที่ซื่อสัตย์ด้วย หลายๆ สีเลยได้คะแนนเพิ่มอีก 5 คะแนนจากการทำตามกติกา (สีฟ้าก็ได้ด้วย เย้!) นอกเหนือไปจากการได้คะแนนจากจำนวนลูกบอลที่โยนลงตะกร้า
หลังจากอุ่นเครื่องกันไป 2 เกม พวกเราก็ให้น้องๆ พักกลางวัน โดยอาหารเที่ยงมื้อนี้ เราเลี้ยงน้องๆ ด้วยข้าวผัด น่องไก่ทอด และหมูหวานฝอย แถมด้วยขนมหวานเป็นกูลิโกะโคลลอนหรือเพรทซ์รสแฮมชีส และไอศกรีมแท่ง ก่อนที่จะลงมือรับประทานอาหาร น้องๆ ทุกคนจะมีการสวดด้วย ของโรงเรียนแม่จะเป็นการท่องบท ‘ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้าง…’ ส่วนของโรงเรียนสาขาก็จะเป็นการท่องบทสวดมนต์ภาษาบาลี
ระหว่างที่น้องๆ เริ่มรับประทานกัน ผอ.ธงชัยก็มาชวนพวกเรานำไอศกรีมไปแจกศูนย์เด็กเล็กก่อนวัยเรียนที่ตั้งอยู่หลังโรงเรียน น้องๆ หลายๆ คนเริ่มจะนอนกลางวันกันแล้วเมื่อเราเดินไปถึง แต่พอถูกถามว่า
อยากกินไอติมไหม? หลายคนรีบลุกขึ้นมาทันที บางคนที่เล็กหน่อยยังงงๆ อยู่ว่า พี่ๆ มาทำอะไร แต่พอพี่ๆ โชว์ไอติมแท่งห่อสีสันสดใสให้ดูเท่านั้นแหละ ก็ลุกขึ้นมากับเค้าด้วย จากนั้นครูก็บอกให้น้องๆ ทุกคนออกมารับและยืนกินไอติมกันข้างนอกจะได้ไม่เลอะห้องเรียน น้องๆ ทุกคนเลียไอติมกันอย่างมีความสุข มีน้องคนหนึ่งพอได้ไปแล้วเอาแต่เลียห่อไอติมอยู่เป็นนานจนพี่ต้องไปบอกน้องว่า เดี๋ยวก่อน ที่กำลังเลียอยู่น่ะ ไม่ใช่ไอติมนะ มาพี่แกะให้ ส่วนน้องอีกคนไม่ยอมกินไอติม พอได้ไปแล้วก็เอาไปใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ โถ! เดี๋ยวละลายหมดก็อดกินนะน้อง ระหว่างที่น้องๆ กำลังกินไอติมกันอยู่ ก็ลองถามน้องๆ ดูว่า ไอติมอันนี้สีอะไร (น้องก็ตอบได้ว่า สีชมพู) ไอติมอันนี้เย็นหรือร้อน (น้องก็ตอบได้ว่า เย็น) แล้วพอกำลังจะหมดแท่ง ไอติมของน้องคนหนึ่งก็หล่นจากแท่ง ทำเอาน้องเสียดายมากถึงกับจะเก็บขึ้นมากินใหม่ทั้งๆ ที่เปื้อนดินเปื้อนทรายไปแล้ว แต่คุณครูใจดีแบ่งของครูให้ น้องเลยได้กินอีก นอกจากไอติมแล้ว พี่ๆ ยังเอาขนมขบเคี้ยวมาแจกให้อีกคนละ 1 ถุง ทำเอาน้องๆ ดีใจไปตามๆ กัน
หลังจากทุกคนรับประทานอาหารกลางวันกันเสร็จ ก็มาทำกิจกรรมกันต่อ ด้วยเกมสามัคคีประคองบอลลงตะกร้า และเกมเดินเปี้ยวเป่าแป้ง น้องๆ มีพลังเล่นกันอย่างเหลือเฟือ แต่พี่ๆ ต่างเริ่มอ่อนแรง (พี่สีที่หายตัวบ่อยสุด คือ พี่วรรณประจำสีม่วง เรียกหาทีไรพี่สีม่วงคนนี้ไปห้องน้ำทุกที) เมื่อสรุปคะแนนรวมกันได้แล้ว น้องๆ ทุกสีต่างก็ได้รับแจกของรางวัลกันไปตามลำดับ ทุกคนจะได้ของรางวัล 1 ชิ้น เช่น ที่ 6 ได้กระปุกออมสิน, ที่ 1 ได้กล่องข้าว เป็นต้น (รายการของรางวัลน่ารักๆ สำหรับอันดับต่างๆ นี้ พี่จุ๊บแจนเป็นผู้ไปคัดเลือกสรรหา) รู้สึกน้องๆ จะถูกใจของรางวัลที่เป็นเกมมากที่สุด
หลังจากนั้นก็เป็นพิธีมอบสื่อประกอบการเรียนการสอนให้กับทางโรงเรียน ซึ่งมีตั้งแต่ อุปกรณ์กีฬา หนังสือนิทาน หนังสืออ่านนอกเวลา บัตรคำศัพท์ต่างๆ เครื่องเขียน และเกมกล่องต่างๆ เพื่อการพัฒนาทักษะ
เมื่อมอบของให้ทางโรงเรียนและคณะครูเสร็จ ก็เป็นเวลาแห่งการแจกของให้กับน้องๆ แต่ละคน โดยน้องๆ ทุกคนจะได้รับสิ่งของดังต่อไปนี้
1. ถุงผ้าที่มีสมุด ดินสอ ยางลบ กบเหลาดินสอ รูปลอก
2. ชุดนักเรียน 1 ชุด และ ถุงเท้า 1 คู่
3. เสื้อหนาว 1 ตัว
4. ผ้าห่ม 1 ผืน
5. ตุ๊กตา 1 ตัว
เมื่อทุกคนได้รับของแจกแล้ว ก็เป็นอันเสร็จกิจกรรม น้องๆ ทุกคนต่างก็สะพายถุงผ้า กอดตุ๊กตา กอดผ้าห่มของตัวเองไว้แน่น เตรียมพร้อมถ่ายรูปหมู่ร่วมกันก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน พี่ๆ ทุกคนต่างก็อิ่มใจและอิ่มบุญกันถ้วนหน้าที่ได้เห็นน้องๆ มีความสุข เนื่องจากคราวนี้ เรามีของมามากกว่าทุกครั้ง แม้เมื่อแจกของให้น้องๆ ทุกคนแล้ว ยังมีเสื้อหนาวเหลืออีกเกือบ 70 ตัว และรองเท้าที่ติงลี่บริจาคให้อีก 50 กว่าคู่ กลุ่มของโมนา/ พี่วรรณ/ พี่จุ๊บที่จะไปอำเภอบ่อเกลือในวันรุ่งขึ้นเลยได้รับมอบหมายจากเพื่อนๆ ให้เอาไปแจกต่อ หลังจากโทรสอบถามจากอาจารย์ที่เคยอยู่บ่อเกลือมาก่อน ได้ความว่าที่บ่อเกลือมีอยู่โรงเรียนหนึ่งที่ค่อนข้างกันดารเช่นกัน คือ โรงเรียนบ้านบ่อหลวง สาขาห้วยโป่ง ซึ่งเด็กที่มาเรียนเป็นชาวเขาเผ่าลัวะ
ในวันรุ่งขึ้น รถปีนเขาขึ้นไปถึงโรงเรียนเมื่อเวลาเกือบบ่ายสี่โมงโดยปราศจากการนัดหมายใดๆ ล่วงหน้ามาก่อน แต่อาศัยเสียงจากข้างในที่คอยลุ้นว่าเด็กจะกลับบ้านไปหรือยัง และถ้าแย่จริงๆ เราจะเจอครูบ้างไหม
ภาพที่เราเห็นคือเด็กตัวเล็กๆ ตั้งแถวเรียงเดี่ยวเดินตรงมาเตรียมออกจากโรงเรียน เมื่อรถเบรกจนตะกุยฝุ่นแดงขึ้นมาเล็กน้อย กระจกหน้ารถก็เปิดออกพร้อมเสียงดังว่า ‘อย่าเพิ่งกลับนะ..มีของมาแจก’ ประโยคนี้ดูท่าจะได้ผลเพราะเด็กถอยหลังกันเป็นขบวนอย่างรวดเร็วและพร้อมพรั่งไปสู่ลานหน้าอาคารเรียนเพื่อรอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป เราเดินไปหาครูซึ่งมีครูหญิงสองคนและครูชายอีกหนึ่งคน แจ้งความประสงค์แก่เขา และเริ่มกระบวนการขนของออก ระหว่างนี้เด็กๆ เริ่มสนใจ บางส่วนกรูเข้ามาดูว่ามีอะไรบ้าง จนครูต้องช่วยสั่งให้เด็กไปยืนตั้งแถวรออย่างเป็นระเบียบ เนื่องจากเรามีสิ่งของหลายประเภท คือ รองเท้า เสื้อหนาว และของเล่น จึงตกลงกันได้ว่าจะให้เด็กเลือกของที่ต้องการคนละหนึ่งชิ้น ใครต้องการรองเท้ายืนฝั่งหนึ่ง ใครต้องการเสื้อหนาวแยกไปอีกฝั่งหนึ่ง การแจกเสื้อหนาวง่ายกว่ารองเท้ามากเพราะใช้กะขนาดคร่าวๆ และเลือกสีที่ตัวเองโปรดจากสองสีที่มีอยู่คือเทาและน้ำตาล ส่วนการแจกรองเท้าเป็นเรื่องชุลมุนอักโขเพราะต้องให้ทุกคนลองรองเท้าว่าใส่ได้พอดีหรือไม่ แต่สุดท้ายทุกคนก็ได้ ของติดมือกลับบ้านไปใช้คนละหนึ่งชิ้น
เด็กๆ ดูกระตือรือร้นและดูมีระเบียบวินัยดี เราขอถ่ายรูปหมู่โดยมีวิวฉากหลังเป็นภูเขาอยู่หลายรูป ครูผู้ชายเป็นคนชี้บอกว่า “ยอดเขานั่นน่ะเห็นไหม? บ้านเด็กพวกนี้อยู่บนนั้น…ตอนเช้าต้องออกจากบ้านหกโมงเดินมาโรงเรียน มีเด็กที่เป็นหัวหน้ากลุ่มถือธงเดินนำมา บางคนมีฐานะหน่อยอาจกินอาหารเช้ามาก่อน ส่วนคนที่ไม่มีก็ไม่ได้กิน รอไปกินข้าวเที่ยงที่โรงเรียนให้…ตอนเย็นก็เดินกลับด้วยกัน แยกเป็นสายๆ ตามหมู่บ้าน”
ฟังแล้วต้องนิ่ง …นึกในใจว่าชีวิตคนเมืองหลวงทั้งหลายถ้าลดการใส่ใจกับตัวเองมากเกินไปท่าจะดี ครูยังบอกอีกว่ามูลนิธิศุภนิมิตก็มาแจกของและบริจาคเงินด้วยเหมือนกัน… แล้วเราก็ลาคุณครูกับเด็กๆ ที่เตรียมตัวเดินกลับบ้าน (หวังว่าคงไม่ทำให้น้องเดินกลับมืดค่ำอย่างอันตรายเพราะมารอพี่ๆ แจกของนานเกินไป)