blooming heart gang invites you to get involved

It's never too late to do something good for others...
Contribute in any way you can!

blooming heart ณ บ้านนาต๋ม ลำปางเจ้า

blooming มาเที่ยวเล่น

วันศุกร์ที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓

Blooming Heart Trip#8 โรงเรียนห้วยโศก อุทัยธานี

วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2553
โรงเรียนห้วยโศก เป็นโรงเรียนที่โชคดีมาก เนื่องจากเป็นทริปที่คึกคักและคับคั่งมากตั้งแต่ทำทริปมาเริ่มตั้งแต่ เมื่อประชาสัมพันธ์ทริป ก็มีพี่ๆใจดี ร่วมนำของมาบริจาคกันมากมาย มีทั้งหนังสือนิทานเด็กๆ ของเล่น ตุ๊กตาตัวใหญ่ ใหม่เอี่ยม นมผง หนังสือ และ สื่อการสอนคือของแทบล้นห้องเก็บ ขอขอบคุณพี่ๆ ที่น่ารักทุกคนด้วยนะคะ พวกเราก็ดีใจแทนน้องๆ เนื่องจากโรงเรียนนี้ มีเด็กเล็กๆ ก่อน3 ขวบ รวมกับเด็กอนุบาล ก็เกือบ 50 คน และเด็กประถมอีก 75 คน ซึ่งจำนวนน้องๆมากที่สุดที่เราเคยไปมา นอกจากนี้กลุ่มหัวใจบานได้จัดหา ชุดนักเรียนคนละหนึ่งชุด (เนื่องจากได้จากรัฐไม่เพียงพอ ) รองเท้า กางเกงวอร์ม หนังสือใหม่สำหรับเข้าห้องสมุด สื่อการเรียนการสอน คอมพิวเตอร์ ลูกฟุตบอล ลูกตระกร้อ อุปกรณ์เครื่องครัว และชามอาหารให้น้องๆ เตรียมไว้ให้อีก


นอกจากคับคั่งในของบริจาคแล้ว จำนวนสมาชิกที่ร่วมเดินทางไปทำกิจกรรมกับเราก็มากกว่าทุกครั้งรวม32คน โดยแบ่งเป็น 3 คณะ คณะแรก ได้แก่น้องๆ จากเชียงใหม่ 6 คนมีน้องต่าย นิ่ว พลอย กิ๊บ เคท และ
อ้อม จากนี้ไปขอเรียกว่า BH Junior ที่ตั้งใจมาร่วมทำกิจกรรมกับน้องๆโดยออกเดินทางตั้งแต่ตี 4 จาก
เชียงใหม่ จึงขอยกให้เป็นคณะแรกค่ะ ส่วนคณะที่ 2 เดินทางจากบ้านบี ประกอบด้วยรถ 2 คัน คันแรก บี พี่กี้
เดือน แอ้ว แจ๋ว นก เล็ก และน้องแอน อีกคันเป็นรถครอบครัวพี่แพร์ กับน้องหมอโน และหลานพอสุดหล่อและน่ารักประจำทริป รวมคณะนี้ 11คน คณะสุดท้าย และมาท้ายสุดเสมอ มีรถ 2 คัน คันแรกมี 5คน ได้แก่
โมนา แนน ปาน จอย พี่ไก๋ ส่วนอีกคันเป็นรถขนของบริจาคทั้งหมด โดยมีสมาชิก BH Junior อีกสามคน แป้ม ติ้ว และเปีย ที่อาสาขับมาให้เรา ทำให้ประหยัดค่าขนส่งไปได้หลายพันบาท ขอบคุณจ้า

เห็นหรือยังค่ะว่าครั้งนี้คึกคักขนาดไหน ทุกคณะนัดพบกันที่ โรงแรมไอยรา เวลา 10.00 น. จึงต้องเร่งเดินทางแต่เช้า หลังขับมาได้พักใหญ่ นึกได้ว่า ครอบครัวพี่กัล กับครอบครัวแคทที่นัดไปเจอกันหายเงียบไป
ปรากฏว่าแคทไม่สบาย เลยมาไม่ได้แล้ว ส่วนพี่กัลที่พวกเรานึกว่าคงลืม โทรไปไม่รับ พอโทรกลับมาอีกที ถึงไอยราแล้ว 10 โมงเป๋ง พอดี พี่กัลเค้าแน่จริงๆ ตามมาด้วยคณะสองของบี และที่สุดท้ายของเราเองเพราะมัวแต่เติมน้ำมัน กับเติมอาหารและเครื่องดื่มกันตลอด เมื่อถึงจุดนัดพบ ได้เจอกับพี่ตังโก เจ้าถิ่นที่ร่วมไปโรงเรียนและช่วยแนะนำต่างๆให้กับเรา หลังถ่ายรูปหมู่ ได้รับถุงข้าวกล่องอาหารเที่ยงที่อภินันทการจาก
บี เป็นข้าวกล่องที่เต็มไปด้วยความปราณีต very well organized โดยมีถุงแยกตามรถ ระบุชื่อและรายการอาหาร ทั้งหน้าถุงและหน้ากล่อง ในถุงยังมี ผลไม้ ทิชชูแห้งและเปียก น้ำปลาพริก และช้อนตักน้ำปลาพริก สร้างความประทับใจแก่ผู้รับยิ่งนัก พูดได้คำเดียวค่ะ ขอให้เจ้าภาพจงเจริญ

หลังจากนั้นออกเดินทางไปโรงเรียนที่อยู่ในอำเภอลานสัก ทางไปห้วยขาแข้งของคุณสืบ นาคะเสถียรนั่นเองค่ะ ระหว่างทางนั้นรถทุกคันวิ่งตามแผนที่โรงเรียนให้ แต่คณะ3 หลงทางไปวิ่งเส้น คันทรีโรด กันอยู่สองคัน โชคดีพอกลับมาเส้นหลักได้ถึงป้อมตำรวจที่อยู่ก่อนทางเข้าโรงเรียนพอดี ระหว่างทางโมนาโทรมาให้น้องๆทานข้าวกลางวันกันก่อน จะได้ไม่เลยเวลาอาหาร พอพวกเราไปถึงใกล้เที่ยง เราเริ่มทำกิจกรรมกับน้องๆ วันนี้

น้องมาครบทุกคน มี 122 คน นั่งรอเราอย่างเรียบร้อยเมื่อกล่าวทักทาย มอบของส่วนกลางแล้ว เราแบ่งน้อง เป็น 6 สี เริ่มจากเกมละลายพฤติกรรม นั่ง ยืน และ หัว ไหล่ ตูด ต่อด้วยเกมโยนบอลใส่ตระกร้าและประคองบอล สุดฮิต ที่น้องๆ ทุกโรงเรียนชอบ เราจึงมั่นใจว่าได้รับความนิยมแน่นอน หลังเกมนี้ มีไอติมวอลล์มาให้น้องๆพักทานไอติม น้องดีใจมาก ออกไปทานไอติมกันเป็นกลุ่ม เด็กเล็กๆ ทานไม่ทันไอติมละลาย เลอะมือเลอะปากกัน แต่พอขอไปถ่ายรูป ก็รีบยิ้มให้พี่ทันที น้องบ้านห้วยโศกน่ารักช่างพูดช่างคุย บางคนพอทานหมดมาขอแลกไอติมอีกแท่ง เพราะไม้ไอติมเขียนว่าให้มาแลกฟรีได้ พี่ก็งงค่ะ

ทานไอติมเสร็จ ต้องมาเรียนวิธีแปรงฟันค่ะ โดยเป็นครั้งแรกที่ เรามีกิจกรรมที่มีสาระขนาดนี้ เนื่องจากมีคุณหมอโน หมอฟันสุดสวย ใจดี เตรียมอุปกรณ์ ต่างๆ มาสอนน้องๆ แปรงฟัน แบ่งน้องสองกลุ่ม เด็กโต คุณหมอสอนวิธีแปรงแบบผู้ใหญ่ ส่วนน้องเด็กเล็ก หมอโน สอนโดยเล่านิทานเด็กหญิงกุ๋งกิ๋งปวดฟัน ประกอบไปด้วย น้องนั่งเงียบกริบฟังคุณหมออย่างตั้งใจ พี่ๆ นั่งข้างหลังถามน้องเล็กๆ ว่าฟันผุไหม น้องว่าผุค่ะ พร้อมอ้าปากโชว์ พี่เห็นแล้วตกใจ เพราะฟันด้านในผุ เป็นรูใหญ่ จนแถมไม่มีเนื้อฟันแล้ว ดีใจที่คุณหมอมาให้ความรู้น้อง หวังว่าคงมีสุขภาพฟันที่ดีขึ้น แถมหลังสอนเสร็จคุณหมอ ยังแจกอุปกรณ์แปรงฟันครบชุดให้น้องๆทุกคน โดยมีลูกชายสุดหล่อ น้องพอ และ น้องอัย น้องดีน่า ลูกสาวพี่กัลช่วยกันแจกอย่างขันแข็ง


เมื่อได้ความรู้แล้วก็มาบันเทิงกันต่อ ด้วยเกมหยอดน้ำลงขวดและ วิ่งเปี้ยวเป่าแป้ง ผลคะแนนออกมา สีเขียวนำโด่ง อันดับหนึ่ง อาจเป็นเพราะได้พี่สียังสาว และดูแลน้องๆ อย่างใกล้ชิดอย่างน้องนิ่ว ต่าย และเปีย
ส่วนสีเหลืองมาสุดท้าย ผิดประวัติพี่เล็กมาก สงสัยอาจเนื่องมาจาก กังวลเพราะไม่มีสัญญาน BB อ่ะค่ะ พอจบเกม เราสอนน้องๆ ร้องเพลงหัวใจบานของพวกเราที่ พี่ตู๋ ปิติ ลิ้มเจริญ นักแต่งเพลงคนดัง แต่งให้พวกเราตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง Blooming Heart เพิ่งเอามาให้น้องโรงเรียนนี้ร้องเป็นครั้งแรก และน้องร้องได้เพราะมาก เพลงหัวใจบานดังลั่นก้องห้องประชุมในวันนั้น และยังประทับใจพี่ๆ จนถึงทุกวันนี้

ท้ายที่สุดเราแจกถุงให้น้องๆ ทุกคน และเติมด้วยขนมกรุบกรอบของพี่ชมพู่ และปังสังขยาที่พี่ตังโกเอามาฝากน้อง บางคนของเยอะล้นมือ ถึงกับต้องคาบกันเลย เล่นเกมตอบคำถามแจกของเล่นแล้ว มอบพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถที่อภินันทนาการจากบลูมมิ่งติงลี่ ณ ดิจิโต้ เจ้าเก่า พร้อมร้องเพลงพ่อแห่งแผ่นดินพร้อมกัน จากนั้นให้ทุนการศึกษาแก่เด็กเรียนดี 3 คน ที่พี่เดียร์ ศุภวาณี พัฒน์พงษ์พานิช จะสนับสนุนทุนต่อเนื่องให้หลังจากนี้ โดยมีเจตนาให้น้องทั้งสามจนถึงจบมัธยมศึกษา6 อนุโมทนากับพี่เดียร์นะคะ เสร็จกิจกรรมสี่โมงเย็นแล้ว ฟ้ายังครึ้มหลังฝนตกหนักไปหนึ่งยก

คุณครูตั้งใจจะพาคณะเราไปเที่ยวหุบป่าตาด เลยต้องล้มไปเพราะกลัวทางแฉะ ฝนตกจนเดินทางลำบาก เราจึงเดินทางกลับที่พักในอำเภอเมือง ระหว่างทางกลับ นอกจากหัวใจจะพองบานที่เห็นน้องๆ มียิ้ม หัวเราะ และดีใจอย่างมีความสุขแล้ว พอมองออกไปข้างทางเห็นทุ่งข้าวโพด เขียวชะอุ่ม ภูเขาสวยกลางท้องฟ้าสีขาวครึ้ม บรรยกาศหน้าฝนที่อุทัยธานี สวยติดตาติดใจพวกเราจริง


ท่องเที่ยวอุทัย เป็นเมืองที่เรารอคอยอยากมาเที่ยวนานแล้ว เมืองอุทัยเป็นเมืองเล็กๆ ริมแม่น้ำสะแกกรัง และยังคงอนุรักษ์ความเป็นเมืองเก่าไว้อย่างดี ไม่ว่าตึกรามบ้านช่อง ความเป็นอยู่ อัธยาศัยของผู้คน ซึ่งเข้าใจว่าชาวเมืองตั้งใจและช่วยที่เก็บรักษาสิ่งนี้ไว้อย่างหวงแหน จึงสมควรเป็นเมืองที่ต้องมาชมให้เห็นกับตา
เช้าอีกวันจึงนัดกัน 6.30 น. ไปเที่ยวตลาดเช้าเลื่องชื่อของอุทัย ที่เต็มไปด้วยอาหารการกินมากมาย และถูกอย่างที่ไม่เจอมายี่สิบกว่าปีแล้ว เดินมาถึงเพื่อนๆ ชวนชิมขนมครกหน้ากะทิ กับหน้าหมูสับหน่อไม้ ใส่กะทงใบตอง กะทงละ10 บาท ต่อด้วยน้ำเต้าหู้ สองถุงห้าบาท ทานกับปาท่องโก๋ตัวน้อย แล้วเริ่มหาของหนัก ก๋วยจั๊บเจ้าเก่าหาบโบราณไม่มาขาย ร้านขนมครกบอกไม่สบายหยุดมาเดือนแล้ว เราเลยมาสั่งโจ๊กร้อนๆ นั่งทานกัน ขณะนั้นน้องโน ไปสรรหาของมาเติมให้โต๊ะเราเรื่อยๆ ไม่ว่าจะ ขนมเบื้องโบราณ กุ่ยช่ายสูตรอุทัย แอ้วก็ส่งข้าวโพดข้าวเหนียวฝักจิ๋วมาเสริม อิ่มแปล้ เลยเรียกเก็บเงิน เฮียคิด โจ๊กชามละ 10 ใส่ไข่ 15 พวกเราจ่ายอย่างงงกับราคาแสนมิตรภาพ แล้วก็ออกสำรวจตลาด มีอาหารสดต่างๆ แน่นอนต้องมีปลาแรดที่เลื่องชื่อของอุทัย ดอกไม้ไหว้พระดอกบัวสีชมพูสวย กำละ5 บาท เดินไปเรื่อยๆ บีกับน้องโน ก็ซื้อปลามาปล่อยริมแม่น้ำสะแกกรัง ดีจังมีแต่เรื่องให้ชื่นใจ พอเจ็ดโมงครึ่งตลาดเริ่มวายแล้ว คุ้มค่ากับการตื่นเช้ามาเที่ยวจริงๆ ได้สัมผัสบรรยากาศตลาดในเมืองเล็ก เป็นกันเอง ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส พอทราบว่าเป็นนักท่องเที่ยว ก็กระตือรือร้นที่บอกเล่าแนะนำอย่างเต็มใจ จะยังมีกี่เมืองในประเทศไทยที่ยังคงความน่ารัก น่าเที่ยวได้อย่างเป็นธรรมชาติแบบนี้

หลังอาหารเราไปเที่ยววัดสังกัสรัตนคีรี ที่ใครมาอุทัยต้องมานะคะ วัดอยู่บนเขาสะแกกรังบันไดสูง 449 ขั้น ที่วันออกพรรษา พระท่านเดินลงมารับบาตร เป็นพิธีตักบาตรเทโวทีงดงามโด่งดังไปทั่วประเทศ เรากราบพระพุทธบาทและพระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ และชมวิวเมืองยามเช้าบนวัด แล้วแยกย้ายกันกลับที่พัก
สายๆ นัดกันไปเที่ยววัดท่าซุงหรือวัดจันทราราม คณะสาม หรือเรียก คณะหลงและเลย ก็เหมือนเดิมประตูเข้าวัดคล้ายๆ กัน เราจึงเข้าประตู ออกประตู แล้วเข้าออกใหม่หลายครั้งกว่าจะถึงทางไปวิหารแก้วได้ ก็เหลือเวลาอีกสิบนาที วิหารปิดช่วงเที่ยงถึงบ่ายสามสำหรับผู้มาปฎิบัติกรรมฐาน เราต้องรีบกันน่าดู เมื่อเข้าในวิหารก็ตะลึงกับความอลังการ สวยงาม แวววาว ของวิหาร เรากราบพระพุทธชินราชจำลอง และ โลงแก้วบรรจุสังขารของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ พระเถระชื่อดัง แล้วออกเที่ยวในบริเวณวัด อาคาร วิหารในวัด มีแต่ความอลังการ งามวิจิตร แสดงถึงความศรัทธาที่เต็มเปี่ยม ชมวัดเสร็จก็เกือบบ่ายโมง ท้องร้องแล้วเรารีบเข้ามาในเมืองอีกครั้ง พุ่งตรงไป ร้านโกตี๋ข้าวมันไก่ ชื่อดัง นอกจากข้าวมันไก่ เขามีหลายอย่างให้เลือกค่ะ กระเพราะปลา แพะตุ๋น หลายคนลองข้าวหมูกรอบ บอกว่า สุดยอดค่ะ หลังข้าวมันไก่ไปแล้วหนึ่ง โมนาอยากชิม ก๋วยเตี๋ยวไก่เจ๊โหนก ที่เลื่องชื่อแห่งตรอกโรงยา เลยต้องขอไปต่ออีกจาน แล้วไม่ผิดหวัง ยอมท้องแตก เพราะอร่อยมากจริงๆ สูตรน้ำข้น หาทานได้ยาก นอกจากเนื้อไก่นุ่ม ยังมีลูกชิ้นหมูเด้ง หนุบหนับมาเคียงข้าง ทุกคนที่ตามมาอิ่มเอมเปรมปรี ไปตามๆกันค่ะ

สุดท้ายก่อนกลับแวะซื้อของฝากกันหน่อย มียาหอมทับทิมของหมอวิรัตน์ สูตร100 ปีได้แล้ว ปัจจุบันคุณลุงลูกฝาแฝดของคุณหมอยังคงสภาพร้านและสูตรยาอย่างดีค่ะ และของฝากอีกอย่างที่ทุกคนต้องมีติดมือกลับคือ ขนมปังสังขยา เราซื้อของร้านไพพรรณ เจ้าเก่าแก่ดั้งเดิมของอุทัย เป็นขนมปังก้อนกลมไส้สังขยาสีส้ม กว่าจะได้ใส่รถกลับบ้านต้องรออยู่นาน เมื่อได้รับขนมปังแล้วทุกคนแยกย้ายกันเดินทางกลับ พร้อมพกหัวใจยังคงพองบานจากน้องๆ บ้านห้วยโศก และ ความสุขที่ได้มาเจอเพื่อนๆ มาทำกิจกรรม มาเที่ยว มากิน มาคุยกัน ช่างเป็นสองวันที่มีความสุขมากจริงๆ ขอบคุณเพื่อนทุกคนทีทำให้หัวใจบานเกิดขึ้น ขอบคุณทุกๆคนที่ให้การสนับสนุนหัวใจบานตลอดมา หวังว่าจะมีหัวใจบานอีกนานแสนนาน

บันทึกการเดินทางอย่างขะมักเขม้น โดย Blooming nan

วันเสาร์ที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

ทริปที่ 7 หัวใจบาน ณ เมืองคอน (ทริปที่ไม่ธรรมดา) 25 - 27 มิถุนายน 2553

ในที่สุดชาว blooming heart ก็ได้ฤกษ์งามยามดีแวะมาเยี่ยมเยือนภาคใต้กันเสียที (หลังจาก 2 ปี 6 ทริปผ่านไป) ทริปนี้ไม่ธรรมดาเลย แต่จะไม่ธรรมดายังไงนั้น ขอให้ติดตามอ่านไปเรื่อยๆ แล้วจะรู้เองจ้ะ

เริ่มจากการตื่นเช้ามากถึงมากที่สุดตั้งแต่เคยจัดทริปมา ทุกคนต้องตื่นกันตีสี่!! มาให้ถึงดอนเมืองตีห้า เครื่องออกหกโมงเช้า แต่ทุกคนก็สามารถผ่านพ้นภารกิจนี้ไปได้ทุกคน (แปลว่าไม่มีใครตกเครื่อง) ในที่สุดพวกเราสาวสวยหัวใจบาน ก็ได้มาแตะพื้นดินนครศรีธรรมราชกันอย่างเรียบร้อย ปลอดภัย แต่อีกกลุ่มที่ตามมาในวันรุ่งขึ้นคือ แจ๋ว เล็ก และน้องแอน แอบมีอกสั่นขวัญแขวนเล็กน้อย เนื่องจากเครื่องนกแอร์ที่ขณะกำลังจะเทคออฟ แล้วแอบเบรค จนเพื่อนๆหัวคะมำกันคนละที เนื่องจากเกน้ำมันไม่ขึ้น (ซะงั้น)


เอาหล่ะ...กลับมาที่สาวสวยกลุ่มแรก หลังจากออกจากสนามบินเป็นที่เรียบร้อย พวกเราก็ดิ่งไปที่ๆ แนนรอคอยมาแสนนาน และยอมกินแค่โยเกิร์ตตอนเช้า เพียงเพื่อจะได้ไปลิ้มลองอาหารเช้าที่ ”ร้านโกปี๊” ชื่อดัง พอไปถึงเราก็มองหาเพื่อนอีกกลุ่ม อันได้แก่ ฝ้าย (เจ้าถิ่น) ยุรี แจ้ และติงลี่ ที่ได้ล่วงหน้ามาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ไม่ยักกะเห็นใครสักคน คุณนายแนนก็เลยจัดแจงโทรหาฝ้าย พลางให้เด็กจัดโต๊ะใหญ่ไว้ให้พวกเรา คุยกันไปมาสรุปว่ารอกันคนละสาขานั่นเอง !!! ทีนี้เลยต้องเลือก แน่นอน...คนหมู่น้อยย่อมแพ้หมู่มาก พวกเราเลยไม่ต้องย้ายและนั่งรอสี่สาวให้มาเจอที่สาขานี้แทน (จริงๆ แล้วกลัวเด็กเสริฟเคืองเนื่องจากจัดโต๊ะให้เสร็จแล้ว แถมได้นั่งโต๊ะข้างรมต.ศึกษาอีกต่างหาก หุหุ) ไม่รอช้า พวกเราเริ่มสั่งกันกระหน่ำ ทั้งที่ทุกคนบอกว่าอิ่ม เพราะแอบกินโจ้ก ปาท่องโก๋ ข้าวหน้าไก่ จากสนามบินดอนเมืองมาเมื่อ 2 ชั่วโมงมานี้เอง จะมีก็แต่แนนและพี่ไก๋ (ซึ่งโดนแนนขู่ว่าไม่ให้กินข้าวเช้ามา จริงๆ แนนก็ขู่ทุกคน แต่ไม่มีใครยอมเชื่อ 555) ที่คงจะหิวไม่น้อย อาหารเช้าวันนี้จึง full option มากๆ ค่ะ ประกอบไปด้วย ข้าวราดแพนง แกงต่างๆ บักกุ๊ดเต๋ (อันนี้อร่อยมาก) บะหมี่ขาหมู ข้าวเหนียวเบญจรงค์ (มี 5 สี) ขนมปังสังขยา (อันนี้ขนมปังนุ่มอร่อยสุดยอด) และ ไข่แฝดลวก ที่ขาดไม่ได้ก็ต้องเครื่องดื่มประจำร้าน ได้แก่ โกปี๊ โกปี๊ฉ่ำ (กาแฟผสมชา แต่กาแฟมากกว่า) ชาฉ่ำ (กาแฟผสมชา แต่ชามากกว่า) ร้อน/เย็น ชาเย็น โกโก้เย็น ฯลฯ หลังจากอิ่มหนำสำราญและได้เจอสี่สาวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จัดการแบ่งเป็นสองทีมกระจายไปยังรถตู้สองคัน คันหนึ่งสถาปนาตนเองว่าเป็นกลุ่มวัยรุ่น แล้วให้พวกที่เหลือซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่เป็นกลุ่ม สว.(สูงวัย) ไปอยู่อีกคันซะงั้น ซึ่งขอบอกว่า....พี่คะ ขับได้ซิ่งมาก แบบว่าถ้ามองตรงไปข้างหน้ารถ อาจหัวใจวายได้ เพราะพี่แกขับจี้คันหน้าระยะประชิดตลอดทาง ต้องช่วยลุ้นเบรคกันตัวโก่ง น้องหมอคิดซึ่งจองที่นั่งข้างหน้าตลอดกาล เนื่องจากขี้เมา(รถ) เลยขอนอนสลบดีกว่าลืมตามาดูพี่เค้าซิ่ง สรุปว่ากลุ่ม สว. (ยกเว้นคิด) ได้นั่งรถซิ่ง 555



จากนั้นรถซิ่งก็พาเรามุ่งหน้าไปนมัสการพระบรมธาตุที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร พร้อมได้รับฟังประวัติความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้จากบี...ไกด์กิติมศักดิ์ของเรา ซึ่งบอกว่าเคยอ่านมานานมากละ แต่เล่าให้พวกเราฟังได้คล่องปรื๋อเลย แล้วเราก็ได้ไปทำกิจกรรมไฮไลท์ร่วมกัน คือ แม้ไม่ได้มีโอกาสมาร่วมประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุของเมืองคอน แต่เราก็ได้ถือผ้าเดินเวียนรอบพระบรมธาตุ 3 รอบ หลังจากนั้นมีคนออกไอเดียว่าให้ผูกผ้าต่อๆ กันรอบพระธาตุ ประมาณว่าทำบุญร่วมกัน พวกเราก็ผูกกันใหญ่ จัดวางอย่างสวยงาม พอลงจากพระธาตุ โดนคุณลุงทวงผ้าคืน แป่ว! สรุป...ต้องไปแกะออกมาพับใหม่คืนเค้าไป เลยอดเป็นไฮไลท์ประจำสถานที่นั้นเลย หุหุ

หลังจากอิ่มบุญไหว้พระธาตุกันแล้ว พวกเราก็มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านคีรีวง เป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงในการย้อมผ้าทั้งแบบลายเทียน และมัดย้อม คิดว่าไฮไลท์ของพวกเราประจำวันนี้ จะอยู่ที่หมู่บ้านนี้แหล่ะค่ะ เพราะพวกเราได้มีโอกาสลงมือ โชว์ศิลปะส่วนตัวในการเขียนแบบเทียนลงบนผ้า แรกๆ ก็เกี่ยงกันไปมา ไม่ยอมจะเขียน หลังๆสนุกกันใหญ่ ร่วมด้วยช่วยกัน จนออกมาเป็นผ้า 3 ผืน 3 ลาย ที่น่าประทับใจ ไม่น่าเชื่อว่า ลายเลอะเทอะของเราก็ออกมาสวยงามได้ โดยเฉพาะอันที่มีสารพัดสัตว์ ผัก และผลไม้อยู่ในภาพเดียวกันนั้น เมื่อเสร็จออกมาแล้ว ดูทุกคนภาคภูมิใจกับผลงานตนเองมากกกกก ถึงขั้นอาจต้องมีการจัดประมูลภาพเหล่านั้นกันเลยทีเดียว

ตอนนี้ทุกคนเริ่มหิวกันแล้วและอยากทานอาหารใต้กันเต็มแก่ เราจึงมุ่งหน้าเข้าเมืองเพื่อไปทานอาหารใต้กัน เราได้มาถึงร้านอร่อยที่อยู่ตรงข้ามร้านเครื่องเขียนใหญ่ ซึ่งเป็นร้านข้าวแกงปักษ์ใต้แท้ๆ ทั้งแกงส้ม (สีเหลือง) แกงไตปลา น้ำพริกระกำ น้ำพริกกะปิ หมูหวาน แต่ที่เพื่อนๆอยากจะกินกันมากที่สุดคือ สะตอผัดกะปิ แต่วันนี้มีแต่สะตอผัดเปรี้ยวหวาน แอบขัดใจเล็กน้อย เพื่อนๆ เลยครีเอทเมนูใหม่ โดยการเอาน้ำพริกกะปิมาราดบนสะตอที่เอามาจากเปรี้ยวหวาน อร่อยกันไปอีกแบบ สำหรับกับข้าวที่สั่งมานับไม่ถ้วนจริงๆ คิดว่าน่าจะเกิน 30 จาน เพราะบางอย่างอร่อย ก็สั่งเบิ้ลแล้วเบิ้ลอีก กินกันเก่งจริงๆ เพื่อนๆ หลังจากอิ่มหนำกันแล้วก็มีคนรีเควสว่าอยากพักซักหน่อย เราเลยเช็คอินกันที่โรงแรมสิริธานีกันก่อน เป็นโรงแรมเล็กๆ ที่รีโนเวทใหม่ ห้องก็ธรรมดา แต่จัดล็อบบี้ได้น่ารักดี แอบมีมุมให้เพื่อนๆ ได้ถ่ายรูปกันเล็กๆน้อยๆ


หลังได้พักกันพอหายเปลี้ยเพลียแรง พวกเราก็เดินทางต่อไปยังวัดพรหมคีรี ซึ่งเป็นสถานที่ๆ ได้รับการกล่าวขานว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงมาผนวชอยู่ที่นี้จนสิ้นพระชนม์ พวกเราได้รับฟังประวัติของพระเจ้าตากฯและสถานที่แห่งนี้จากพระอาจารย์ ซึ่งประวัตินี้ไม่ได้ถูกจารึกในประวัติศาสตร์หรือหลักสูตรการเรียนการสอนแต่อย่างใด แต่เกิดจากนิมิตรที่ได้รับการถ่ายทอดบอกกล่าวกันต่อๆ มา อีกทั้งข้าวของเครื่องใช้ก็มีอยู่จริง และบางอย่างยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ คิดดูสองร้อยกว่าปีเลยน้า แต่ถ้าอยากเห็นต้องเดินขึ้นบันไดไป 245 ขั้นค่ะ มาถึงตอนนี้เพื่อนๆ เราหลายคนเริ่มถอดใจ โดยเฉพาะแนน ที่อ้างว่า “ก็เค้าเป็นตอยด์มั๊ย” (ตอยด์ย่อมาจากรูมาตอยด์ค่ะ) ดส. เดือนสวยของเราและพี่จุ๊บก็รีบอาสาอยู่กับแนนทันที ส่วนโมนาไปได้ครึ่งค่อนทางก็ประกาศกร้าวว่า “Enough” พอแล้วไม่ไหวแล้ว ฉันจะลงหล่ะ แม้ว่าอีกนิดเดียวก็จะถึงที่ประทับและถ้ำแล้ว เราจึงจำต้องทิ้งโมนากับแป้มไว้ และเดินกันต่อไปจนสำเร็จ แต่ก็เล่นเอาหอบและเหงื่อท่วมตัวกันทีเดียว ข้างบนจะมีข้าวของเครื่องใช้อยู่บ้าง มีพื้นที่ๆ ท่านน่าจะเคยนั่งวิปัสสนากรรมฐานอยู่ ประวัติที่นี่มีมากมาย และลี้ลับพอสมควร คงต้องมาฟังกันเองนะจ๊ะ

หลังจากเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากับการขึ้นบันไดสองร้อยกว่าขั้น อาหารที่เพิ่งทานกันมาอย่างเต็มที่ก็ย่อยสลายหายไป เพื่อนๆ เริ่มหิวกันอีกครั้ง อาหารเย็นวันนี้เป็นมื้อที่รอคอยเช่นกัน นั่นคืออาหารฝืมือคุณแม่ฝ้าย พวกเราจึงรีบมุ่งหน้าไปยังบ้านสวนของฝ้าย พอไปถึงอาหารทั้งหลายก็ถูกจัดเตรียมไว้อยู่แล้ว ไม่รอช้าทุกคนรีบจับจองจานมะรุมมะตุ้มกันตักอาหาร แน่นอนทุกคนอยากชิมแกงส้มปักษ์ใต้แท้ๆ ฝืมือคุณแม่ ซี่งก็อร่อยมากจริงๆ ไม่ทำให้พวกเราผิดหวังเลย แต่ที่เด็ดก็คือไข่พะโล้ที่ฝ้ายคุยนักหนาว่าแม่ทำอร่อย ซึ่งอร่อยจริงค่ะ (คิดว่าจะแอบขอสูตรไปทำเองซะหน่อย) แต่จานเด็ดที่มาแรงแซงโค้งกลับเป็นผัดผักฝีมือแจ้ที่ทุกคนติดอกติดใจ จนถึงกับแย่งบีกินเลยทีเดียว หลังจากอิ่มหนำกันจนพุงกางแล้ว ก็มานั่งล้อมวงคิดเกมส์ที่จะเล่นกับเด็กปิดท้ายในวันพรุ่งนี้ นั่นคือการสอนเด็กพับกระดาษ บ้างก็อยากจะพับนกบ้างหล่ะ กระบุงบ้างหล่ะ กบ หนอน เต่า แต่อนิจจาพี่สีแต่ละคนพับกระดาษกันไม่ค่อยจะเป็น หลงๆ ลืมๆ กันไปหมดแล้ว สุดท้าย....เอาง่ายๆเลย พับจรวดนี่แหละ เดือดร้อนเด็กแป้มต้องเป็นคุณครูฝึกสอนให้พวกพี่ๆ ใหม่ จากนั้นก็เล่นยิงจรวดกันไปมาสนุกสนานจนลืมไปว่าพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าไปทำกิจกรรมกับเด็ก ก็เลยลาคุณพ่อคุณแม่ฝ้ายกลับที่พัก และค่ำคืนนั้นทุกคนก็หลับแบบสลบไสล....

วันรุ่งขึ้นเป็นวันกิจกรรมของชาวหัวใจบาน แปดโมงเช้าล้อหมุน พวกเราแวะไปทานขนมจีนเพื่อเติมพลังกันก่อนที่ร้าน”ขนมจีนพี่ณี สะพานยาว” แล้วเราก็ค้นพบของอร่อยมากที่นั่น ซึ่งก็คือหมูปิ้งนั่นเอง เป็นหมูปิ้งเนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ รสชาติเค็มหวานกำลังดี อยากจะซื้อกลับกรุงเทพฯ จริงๆเลย ในขณะที่บางคนก็ปลื้มกับมังคุดคัดเสียบไม้ ทานกันอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อได้เวลาก็เดินทางไปพบกับสาวๆอีกกลุ่มที่เพิ่งบินมาลงนครฯ สดๆ ร้อนๆ เมื่อเช้าที่ร้านโกปี๊ที่เก่าเมื่อวาน นั่นคือกลุ่มแจ๋ว เล็ก และน้องแอน จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังโรงเรียนวัดโคกสูง ซึ่งมีนักเรียนเพียง 40 คนเท่านั้น แต่จะมีเด็กเล็กก่อนวัยเรียนจากโรงเรียนใกล้เคียงอีก 43 คน เมื่อพวกเราไปถึงก็ต้องตะลึงกับป้ายหน้าโรงเรียนที่เขียนต้อนรับชาวคณะหัวใจบาน สวยงามจริงๆ เทียบเท่ากับความสวยของพวกเราเลยทีเดียว อิอิ


พอเข้าไปถึงตัวโรงเรียนก็เห็นเด็กๆ ผู้ปกครอง คุณครู ตำรวจ ? รอพวกเราอยู่แล้ว เลยต้องรีบกุลีกุจอกันใหญ่ เพราะแอบไปช้านิดนึง...มัวแต่กิน จากนั้นคุณครูใหญ่ก็เริ่มพิธีโดยเชิญพระอาจารย์เจ้าคณะอำเภอมาเป็นประธานในพิธี จากนั้นพวกเราก็เริ่มกิจกรรมกับเด็กๆ เริ่มจากการละลายพฤติกรรม เด็กเล็กโรงเรียนนี้น่ารักมาก ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง งงบ้าง แต่จะมีบางคนที่ไม่ยอมเล่นอะไรเลย แต่ขอยืนนิ่งเป็นหุ่นกลางวงซะงั้น กิจกรรมที่สองเป็นลูกโป่งหรรษา จบแล้วก็ให้เด็กๆ พักทานข้าวกลางวันกันก่อน ซึ่งเมนูวันนั้นได้แก่ ข้าวมันไก่ ทำโดยผู้ปกครองและชาวบ้าน อร่อยใช้ได้เลยค่ะ ตอนแรกเพื่อนๆ กะว่าจะกลับเข้าไปทานกันในเมืองเลยต้องเปลี่ยนใจขอลิ้มลองข้าวมันไก่กันซะหน่อย จากนั้นก็เริ่มกิจกรรมตักน้ำใส่ขวด และพับจรวด ปาแข่งกัน

และปิดท้ายด้วยการร้องเพลง “พ่อแห่งแผ่นดิน” ต่อหน้ารูปถ่ายในหลวง ซึ่งใส่กรอบสวยงาม บริจาคโดยติงลี่ เถ้าแก่เนี๊ยร้านถ่ายรูปดิจิโต้แห่งเมืองแพร่ โดยปกติแล้วหลังจบกิจกรรมของชาวหัวใจบานแล้ว ทางโรงเรียนมักจะเตรียมโชว์พิเศษของนักเรียนให้พวกเราได้ชมกันเสมอ คราวนี้เป็นการเต้นฮิปฮอบของกลุ่มบีบอยประจำโรงเรียน ซึ่งไม่ได้ไปร่ำเรียนที่ไหน แต่อาศัยฝึกฝนกันเอง แต่อาจจะตื่นเต้นลืมบทไปนิดๆหน่อยๆ แต่ก็ทำเต็มที่ พวกพี่ๆก็ประทับใจกันทีเดียว หลังจากนั้นตัวแทนนักเรียนก็มากล่าวขอบคุณพวกเราพี่สาวที่แสนดี (อันนี้มีป้ายเขียนบอกไว้ ไม่ได้ตั้งขึ้นเองนะจ๊ะ) มีทั้งเวอร์ชั่นภาคกลางและซาวน์แทรคแล่งใต้

จากนั้นก็ร่ำลาเด็กๆและคุณครูเพื่อเดินทางกลับเข้าไปในเมืองแวะ”ร้านบังบ่าว” เพื่อกินอะไรรองท้อง (อีกแล้ว) เพราะบางคนยังไม่ได้กินข้าวมันไก่เลยก็มี แอบบ่นหิวกัน ซึ่งความหิวนี้สามารถทำให้ตาลายมองเห็นข้าวโพดเป็นมะพร้าวไปได้ ใช่มั๊ยจ๊ะเล็ก อาหารรองท้องก็ได้แก่ ข้าวหมกไก่ โรตีแกงกุ้ง แกงเนื้อ ต้มยำ สุกี้แห้ง ข้าวไก่กระเทียม ฯลฯ ส่วนกลุ่มที่ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ก็แอบแยกไปช๊อปปิ้งเครื่องถมเงิน นำทีมโดยคุณนายแนนขาประจำ หลังจากจุดนี้โมนาและพี่จุ๊บขอแยกตัวอยู่ต่อที่นครฯ เพื่อเที่ยววัดวาอาราม ชื่นชมศิลปะต่างๆ ส่วนพวกเราที่เหลือก็มุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางที่รอคอย คือ”ขนอม”นั่นเอง

พวกเราไปถึงขนอมก็ค่อนข้างมืดแล้ว แต่เมื่อเห็นรีสอร์ท ก็ต้องอุทานออกมาว่า “โอ้ว้าว” รีสอร์ทดูหรูมากทีเดียว และคิดว่าเป็นที่พักที่หรูสุดเท่าที่เคยมีมาของทริปหัวใจบาน ทริปนี้ไม่ธรรมดาอีกแล้ว พวกเราตื่นเต้นมาก รีบสำรวจ facilities ของรีสอร์ทกันใหญ่ ขณะที่กำลังจัดสรรห้องกับพนักงาน และฟังอธิบายต่างๆ อยู่นั้น หันมาอีกทีเพื่อนๆ ก็หายกันไปนอนเหยียดหราบนเตียงหน้าชายหาดพร้อมจิบ Welcome drink “Cherry Punch” กันอย่างสำราญใจ ตามแพลนเดิมกะว่าจะออกไปทานซีฟู้ดกันใกล้ๆนี้ แต่เมื่อเห็นรีสอร์ทแล้ว ทุกคนลงความเห็นว่า ไม่ต้องออกไปไหนละ อยู่ที่นี่เหอะ แถมงดโปรแกรมดูปลาโลมาสีชมพูในเช้าพรุ่งนี้ไปโดยปริยาย แล้วพวกเราก็ได้พักผ่อนกันเต็มที่ บ้างก็นวดน้ำมัน ว่ายน้ำ เล่นบอลชายหาดกันสนุกสนาน และแล้วก็มาถึงดินเนอร์มื้อหรูที่สุดในประวัติศาสตร์บลูมมิ่งฮาร์ททริป

ดินเนอร์ใต้แสงเทียนติดชายหาด อาหารอิตาเลียนเสริฟพร้อมไวน์ขาว แม้ว่าบางคนจะได้สวดมนต์กันมาในรถแล้วก็ตามเพราะวันนี้เป็นวันพระ และทำเป็นอึกๆอักๆ ลังเลใจที่จะสั่งไวน์มากิน เนื่องจากบรรยากาศมันให้จริงๆ โดยเฉพาะพี่ไก๋ แต่พอบีบอกว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวสวดใหม่ได้ ก็ทำหน้าดีใจแบบปิดไม่มิด รีบสั่งไวน์มากินโดยด่วน (ยังจำหน้าพี่ไก๋ที่ดีใจเหมือนถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งติดตามาจนทุกวันนี้ 555) จริงๆ เกือบจะได้ไปฟูลมูนปาร์ตี้ที่หาดใกล้ๆ แล้ว แต่พนักงานจำวันผิดนึกว่าวันนี้ แต่จริงๆพรุ่งนี้ เพื่อนๆเลยอดซิ่งกันเลย หลังจากมื้อเย็นสุดหรูผ่านไป ก็เริ่มแบตหมดหรือมึนไวน์กันก็ไม่รู้ ก็เลยแยกย้ายกันเข้านอน

เช้าวันสุดท้าย ต่างคนต่างตื่นตามอัธยาศัย บางคนก็ไปนวดน้ำมัน ซึ่งบีบอกว่าหมอนวดที่นี่ยอดเยี่ยมมาก เพื่อนๆเลยรีบนัดหมอกันจนคิวเต็มไม่เหลือให้กลุ่มอื่นได้นวดเลย พอมาเจอบีตอนอาหารเช้า บีหน้าตาซีเรียสและแจ้งให้พวกเราทราบว่า ดินเนอร์สุดหรูเมื่อคืนนี้สนนราคาหมื่นกว่าบาท พระเจ้าช่วย!!!
ไม่ธรรมดาอีกแล้ว เคยกินกันอยู่มื้อละพันกว่าบาท นี่...สิบเท่าเลยน้า เลยต้องระดมทุนเพิ่มกันโดยด่วน (โมนากับพี่จุ๊บรอดตัวไป) หลังจากตกอกตกใจ หน้าซีดเซียวกับดินเนอร์สุดหรูเมื่อคืนแล้ว (มีรูปประกอบ) ก็ออกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางสุดท้ายของวันนี้คือจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อจะกินหอยนางรมตัวใหญ่บึ้มให้จงได้ (กินอีกแล้ว)
และไปกินข้าวเหนียวมะม่วงร้านยกเข่ง ซึ่งแนนโฆษณาสรรพคุณว่าอร่อยนักอร่อยหนา แล้วเราก็ได้ไปกินหอยตัวโตๆกันสมใจ แต่อนิจจา....มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันตามมาจากการกินในครั้งนี้ อยากรู้ต้องติดตามจนจบสุดๆนะ

กว่าพวกเราจะทานกันเสร็จก็บ่ายสามโมงกว่าแล้ว คิดว่าข้าวเหนียวมะม่วงร้านยกเข่งคงจะไม่รอเราแล้วหล่ะ เลยเบนเข็มไปที่แหล่งช็อปปิ้งของเมืองสุราษฎร์ฯ อำเภอไชยา ไปแวะซื้อไข่เค็ม และชมช็อป “ผ้าไหมพุมเรียง” ซึ่งก็ได้ติดไม้ติดมือกันไปตามระเบียบ แต่ยังพอมีเวลาเหลือก่อนขึ้นเครื่อง ก็กลับเข้าเมืองไปหาของกิน (อีกแล้ว) ที่ตลาดศาลเจ้า ซึ่งแนนประทับใจซาลาเปาทอด ส่วนปานประทับใจโกโก้เย็น 10 บาท และบะหมี่ปูหมูแดง แต่สุดท้ายได้กินแต่โกโก้เย็น ซาลาเปากับบะหมี่ไม่ยอมมาขายวันนั้น จากนั้นก็ถึงเวลาที่ต้องแยกย้ายกัน ฝ้าย ยุรี แจ้ และติงลี่ สี่สาวกลุ่มเดิมจะอยู่ต่อที่นครฯ ส่วนที่เหลือก็ออกเดินทางไปสนามบินสุราษฎร์ฯ และถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ ทริปนี้พวกเราอิ่มกันมากค่ะ อิ่มใจและอิ่มท้องมากกกกกก เป็นทริปกินจริงๆ นี่ยังไม่รวมของกินที่พวกเราซื้อระหว่างทาง เช่น ไก่ทอด ปาท่องโก๋ สังขยา บลา บลา บลา นะ อย่างที่เกริ่นไว้แต่ต้นว่าทริปนี้ไม่ธรรมดา นอกจากที่บรรยายมาเรื่อยๆแล้ว พวกเรายังได้ของแถมกลับมาอีก

ภาคพิเศษ.....
โมนา ปาน ปวดขามากจากการขึ้นบันได 100 – 200 กว่าขั้น กลับมายังไม่หาย
ปาน คิด ฝ้าย พี่ไก๋ แจ๋ว เล็ก น้องแอน มีอาการท้องไส้ปั่นป่วน ท้องเสีย และอาหารเป็นพิษในเวลาไล่เลี่ยกันหลังจากกลับมากรุงเทพฯ ได้หนึ่งวัน พวกเราเลยสันนิษฐานว่าคงจะแพ้หอยนางรมและรีสอร์ทหรูแน่นอน 555

บันทึกและเม้ากระจายโดย blooming Pun ร่วมกับความจำระดับเซียนของ blooming Kid

หัวใจบานเบ่ง ทีพัทลุง

blooming ฮาเฮ เที่ยวเล่นเมืองใต้ :)

Blooming heart Trip 9 - บ้านโอดนาดี อุบลฯ

blooming เที่ยวเล่น อุบลฯ

Blooming เที่ยว อุทัยฯ :)

blooming heart ณ โรงเรียนห้วยโศก อุท้ยธานี

หัวใจบานที่ นครศรีธรรมราช :)

blooming นอกเวลา (นครศรีธรรมราช)

หัวใจบาน ณ บ้านทรายทอง

blooming heart journey season I

Blooming heart Journey season 2

Blooming Heart : Journey to Pilok hill

Bl