โรงเรียนห้วยโศก เป็นโรงเรียนที่โชคดีมาก เนื่องจากเป็นทริปที่คึกคักและคับคั่งมากตั้งแต่ทำทริปมาเริ่มตั้งแต่ เมื่อประชาสัมพันธ์ทริป ก็มีพี่ๆใจดี ร่วมนำของมาบริจาคกันมากมาย มีทั้งหนังสือนิทานเด็กๆ ของเล่น ตุ๊กตาตัวใหญ่ ใหม่เอี่ยมนอกจากคับคั่งในของบริจาคแล้ว จำนวนสมาชิกที่ร่วมเดินทางไปทำกิจกรรมกับเราก็มากกว่าทุกครั้งรวม32คน โดยแบ่งเป็น 3 คณะ คณะแรก ได้แก่น้องๆ จากเชียงใหม่ 6 คนมีน้องต่าย นิ่ว พลอย กิ๊บ เคท และ
หลังจากนั้นออกเดินทางไปโรงเรียนที่อยู่ในอำเภอลานสัก ทางไปห้วยขาแข้งของคุณสืบ นาคะเสถียรนั่นเองค่ะ ระหว่างทางนั้นรถทุกคันวิ่งตามแผนที่โรงเรียนให้ แต่คณะ3 หลงทางไปวิ่งเส้น คันทรีโรด กันอยู่สองคัน โชคดีพอกลับมาเส้นหลักได้ถึงป้อมตำรวจที่อยู่ก่อนทางเข้าโรงเรียนพอดี ระหว่างทางโมนาโทรมาให้น้องๆทานข้าวกลางวันกันก่อน จะได้ไม่เลยเวลาอาหาร พอพวกเราไปถึงใกล้เที่ยง เราเริ่มทำกิจกรรมกับน้องๆ วันนี้
ทานไอติมเสร็จ ต้องมาเรียนวิธีแปรงฟันค่ะ โดยเป็นครั้งแรกที่ เรามีกิจกรรมที่มีสาระขนาดนี้ เนื่องจากมีคุณหมอโน หมอฟันสุดสวย ใจดี เตรียมอุปกรณ์ ต่างๆ มาสอนน้องๆ แปรงฟัน แบ่งน้องสองกลุ่ม เด็กโต คุณหมอสอนวิธีแปรงแบบผู้ใหญ่ ส่วนน้องเด็กเล็ก หมอโน สอนโดยเล่านิทานเด็กหญิงกุ๋งกิ๋งปวดฟัน ประกอบไปด้วย น้องนั่งเงียบกริบฟังคุณหมออย่างตั้งใจ พี่ๆ นั่งข้างหลังถามน้องเล็กๆ ว่าฟันผุไหม น้องว่าผุค่ะ พร้อมอ้าปากโชว์ พี่เห็นแล้วตกใจ เพราะฟันด้านในผุ เป็นรูใหญ่ จนแถมไม่มีเนื้อฟันแล้ว ดีใจที่คุณหมอมาให้ความรู้น้อง หวังว่าคงมีสุขภาพฟันที่ดีขึ้น แถมหลังสอนเสร็จคุณหมอ ยังแจกอุปกรณ์แปรงฟันครบชุดให้น้องๆทุกคน โดยมีลูกชายสุดหล่อ น้องพอ และ น้องอัย น้องดีน่า ลูกสาวพี่กัลช่วยกันแจกอย่างขันแข็ง
ส่วนสีเหลืองมาสุดท้าย ผิดประวัติพี่เล็กมาก สงสัยอาจเนื่องมาจาก กังวลเพราะไม่มีสัญญาน BB อ่ะค่ะ พอจบเกม เราสอนน้องๆ ร้องเพลงหัวใจบานของพวกเราที่ พี่ตู๋ ปิติ ลิ้มเจริญ นักแต่งเพลงคนดัง แต่งให้พวกเราตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง Blooming Heart เพิ่งเอามาให้น้องโรงเรียนนี้ร้องเป็นครั้งแรก และน้องร้องได้เพราะมาก เพลงหัวใจบานดังลั่นก้องห้องประชุมในวันนั้น และยังประทับใจพี่ๆ จนถึงทุกวันนี้

ท้ายที่สุดเราแจกถุงให้น้องๆ ทุกคน และเติมด้วยขนมกรุบกรอบของพี่ชมพู่ และปังสังขยาที่พี่ตังโกเอามาฝากน้อง บางคนของเยอะล้นมือ ถึงกับต้องคาบกันเลย เล่นเกมตอบคำถามแจกของเล่นแล้ว มอบพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถที่อภินันทนาการจากบลูมมิ่งติงลี่ ณ ดิจิโต้ เจ้าเก่า พร้อมร้องเพลงพ่อแห่งแผ่นดินพร้อมกัน จากนั้นให้ทุนการศึกษาแก่เด็กเรียนดี 3 คน ที่พี่เดียร์ ศุภวาณี พัฒน์พงษ์พานิช จะสนับสนุนทุนต่อเนื่องให้หลังจากนี้ โดยมีเจตนาให้น้องทั้งสามจนถึงจบมัธยมศึกษา6 อนุโมทนากับพี่เดียร์นะคะ เสร็จกิจกรรมสี่โมงเย็นแล้ว ฟ้ายังครึ้มหลังฝนตกหนักไปหนึ่งยก
ท่องเที่ยวอุทัย เป็นเมืองที่เรารอคอยอยากมาเที่ยวนานแล้ว เมืองอุทัยเป็นเมืองเล็กๆ ริมแม่น้ำสะแกกรัง และยังคงอนุรักษ์ความเป็นเมืองเก่าไว้อย่างดี ไม่ว่าตึกรามบ้านช่อง ความเป็นอยู่ อัธยาศัยของผู้คน ซึ่งเข้าใจว่าชาวเมืองตั้งใจและช่วยที่เก็บรักษาสิ่งนี้ไว้อย่างหวงแหน จึงสมควรเป็นเมืองที่ต้องมาชมให้เห็นกับตา
เช้าอีกวันจึงนัดกัน 6.30 น. ไปเที่ยวตลาดเช้าเลื่องชื่อของอุทัย ที่เต็มไปด้วยอาหารการกินมากมาย และถูกอย่างที่ไม่เจอมายี่สิบกว่าปีแล้ว เดินมาถึงเพื่อนๆ ชวนชิมขนมครกหน้ากะทิ กับหน้าหมูสับหน่อไม้ ใส่กะทงใบตอง กะทงละ10 บาท ต่อด้วยน้ำเต้าหู้ สองถุงห้าบาท ทานกับปาท่องโก๋ตัวน้อย แล้วเริ่มหาของหนัก ก๋วยจั๊บเจ้าเก่าหาบโบราณไม่มาขาย ร้านขนมครกบอกไม่สบายหยุดมาเดือนแล้ว เราเลยมาสั่งโจ๊กร้อนๆ นั่งทานกัน ขณะนั้นน้องโน ไปสรรหาของมาเติมให้โต๊ะเราเรื่อยๆ ไม่ว่าจะ ขนมเบื้องโบราณ กุ่ยช่ายสูตรอุทัย แอ้วก็ส่งข้าวโพดข้าวเหนียวฝักจิ๋วมาเสริม อิ่มแปล้ เลยเรียกเก็บเงิน เฮียคิด โจ๊กชามละ 10 ใส่ไข่ 15 พวกเราจ่ายอย่างงงกับราคาแสนมิตรภาพ แล้วก็ออกสำรวจตลาด มีอาหารสดต่างๆ แน่นอนต้องมีปลาแรดที่เลื่องชื่อของอุทัย ดอกไม้ไหว้พระดอกบัวสีชมพูสวย กำละ5 บาท เดินไปเรื่อยๆ บีกับน้องโน ก็ซื้อปลามาปล่อยริมแม่น้ำสะแกกรัง ดีจังมีแต่เรื่องให้ชื่นใจ พอเจ็ดโมงครึ่งตลาดเริ่มวายแล้ว คุ้มค่ากับการตื่นเช้ามาเที่ยวจริงๆ ได้สัมผัสบรรยากาศตลาดในเมืองเล็ก เป็นกันเอง ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส พอทราบว่าเป็นนักท่องเที่ยว ก็กระตือรือร้นที่บอกเล่าแนะนำอย่างเต็มใจ จะยังมีกี่เมืองในประเทศไทยที่ยังคงความน่ารัก น่าเที่ยวได้อย่างเป็นธรรมชาติแบบนี้

หลังอาหารเราไปเที่ยววัดสังกัสรัตนคีรี ที่ใครมาอุทัยต้องมานะคะ วัดอยู่บนเขาสะแกกรังบันไดสูง 449 ขั้น ที่วันออกพรรษา พระท่านเดินลงมารับบาตร เป็นพิธีตักบาตรเทโวทีงดงามโด่งดังไปทั่วประเทศ เรากราบพระพุทธบาทและพระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ และชมวิวเมืองยามเช้าบนวัด แล้วแยกย้ายกันกลับที่พัก
สายๆ นัดกันไปเที่ยววัดท่าซุงหรือวัดจันทราราม คณะสาม หรือเรียก คณะหลงและเลย ก็เหมือนเดิมประตูเข้าวัดคล้ายๆ กัน เราจึงเข้าประตู ออกประตู แล้วเข้าออกใหม่หลายครั้งกว่าจะถึงทางไปวิหารแก้วได้ ก็เหลือเวลาอีกสิบนาที วิหารปิดช่วงเที่ยงถึงบ่ายสามสำหรับผู้มาปฎิบัติกรรมฐาน เราต้องรีบกันน่าดู เมื่อเข้าในวิหารก็ตะลึงกับความอลังการ สวยงาม แวววาว ของวิหาร เรากราบพระพุทธชินราชจำลอง และ โลงแก้วบรรจุสังขารของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ พระเถระชื่อดัง แล้วออกเที่ยวในบริเวณวัด อาคาร วิหารในวัด มีแต่ความอลังการ งามวิจิตร แสดงถึงความศรัทธาที่เต็มเปี่ยม ชมวัดเสร็จก็เกือบบ่ายโมง ท้องร้องแล้วเรารีบเข้ามาในเมืองอีกครั้ง พุ่งตรงไป ร้านโกตี๋ข้าวมันไก่ ชื่อดัง นอกจากข้าวมันไก่ เขามีหลายอย่างให้เลือกค่ะ กระเพราะปลา แพะตุ๋น หลายคนลองข้าวหมูกรอบ บอกว่า สุดยอดค่ะ หลังข้าวมันไก่ไปแล้วหนึ่ง โมนาอยากชิม ก๋วยเตี๋ยวไก่เจ๊โหนก ที่เลื่องชื่อแห่งตรอกโรงยา เลยต้องขอไปต่ออีกจาน แล้วไม่ผิดหวัง ยอมท้องแตก เพราะอร่อยมากจริงๆ สูตรน้ำข้น หาทานได้ยาก นอกจากเนื้อไก่นุ่ม ยังมีลูกชิ้นหมูเด้ง หนุบหนับมาเคียงข้าง ทุกคนที่ตามมาอิ่มเอมเปรมปรี ไปตามๆกันค่ะ


1 ความคิดเห็น:
เป็น trip ที่เหนื่อย แต่สนุก :)
blooming joy
แสดงความคิดเห็น