Blooming heart ตอน ทริปที่ 9 กับสุดยอดสมาชิกทั้ง 9
ทริปปิดท้ายปลายปีที่เหล่าสมาชิกส่วนใหญ่กำลังยุ่งวุ่นวาย กับ ภาระหน้าที่การงานจนทำให้คณะ blooming tour หดตัวเหลือเพียง 9 ชีวิต ได้แก่…(เรียงลำดับตามความสำคัญ)
เดือน : ประธานกลุ่ม ผู้สถาปนาตัวเองขึ้นครองอำนาจด้วยเหตุผลเพียงประการเดียวคือ “เสื้อชั้นสีไม่เหมือนเพื่อน”
แอ้ว : รองประธานกลุ่ม (ใช้เส้นเดือนเนื่องจากเป็นเพื่อนซี้กัน)
แนน : หัวหน้าทัวร์ ผู้จัดตารางการเที่ยวและควบคุมเวลาในการทำกิจกรรมนอกเวลาต่างๆ
โมนา : คราวนี้โดนลดความสำคัญลง เนื่องจากมาทีหลังแต่กลับก่อน (ฮิฮฺิ)
ปาน : blooming heart member ตัวจริง เสียงจริง ที่งามทั้งกายและใจ (อันนี้ไม่ได้ประจบนะ)
พี่ไก๋ : พิธีกรเจ้าเก่า บุคลิกมาดมั่น แฝงไปด้วยอารมณ์ขัน และเสียงหัวเราะ(ปลอม)
จอยลี่ : เจ้าแม่เกมส์ และ ดีเจ หน้าละอ่อน
แป้ม : ดาวเด่นประจำกลุ่ม
ปองฝ้าย : blooming heart member ตัวปลอม ที่ไม่มีตำแหน่งหน้าที่จริงจังและหาแก่นสารอะไรไม่ค่อยได้ (คล้ายๆกับ บันทึกที่เพื่อนๆกำลังเสียเวลาอ่านอยู่นี่แหละ 555)
ทริปนี้ออกตัวตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่(อีกแล้ว)ของวันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน จากสุวรรณภูมิ ไปยัง อุบลราชธานี ประธานเดือนมาถึงเป็นคนแรกพร้อมสัมภาระมากมาย ราวกับจะไปทัวร์ยุโรป 8คืน 5 วัน ส่วนคนที่มาถึงสุดท้ายจำไม่ค่อยได้แล้ว สรุปว่าเราไปถึงอุบลตรงตามกำหนดการโดยสวัสดิภาพ แถมยังทันได้กินอาหารเช้าที่ร้าน สามชัย กาแฟ ก่อนที่จะมีใครโมโหหิว ร้านนี้เป็นหนึ่งในlists ที่แนนหมายมั่นปั้นมือ ว่าจะต้องพาพวกเรามาชิม ก๋วยจั๊บเวียดนาม (ที่อาจหากินไม่ได้ที่เวียดนาม) และ ไข่กระทะ ที่เลือกความสุกได้ ทั้ง rare, medium และ welldone ราวกับเสต็กโชคชัย
หลังจากอิ่มท้องกองทัพหัวใจบานก็ออกเดินทางไป “สามพันโบก” ระหว่างทางขณะที่ฝ้าย แป้ม จอย กำลังงีบหลับ เพราะต้องตื่นเช้าผิดปกติ, พี่ไก๋กำลังสนุกสนานกับการแกล้งประธานเดือน,แนนวุ่นวายกับการสืบเสาะหาร้านอร่อยๆ จากพี่คนขับ แต่….”blooming ปาน” กลับหยิบไหมพรมขึ้นมาถักหมวกเพื่อไปบริจาคให้กับเด็กที่ป่วยเป็นมะเร็ง (เห็นไม๊…บอกแล้วว่าไม่ได้ประจบ)
ผ่านไปประมาณชั่วโมงกว่าๆ เราก็มาถึงจุดหมายแรก แต่เนื่องด้วยช่วงนี้ไม่ใช่หน้าแล้ง ทำให้น้ำเต็มแอ่ง จนสามพันโบกไม่เหลือเค้า “แกรนแคนยอน” อย่างที่ล่ำลือกัน แถมแดดหน้าหนาวเมืองไทยก็ร้อนฉ่า เราก็เลยถ่ายรูปก๊อกๆแก๊กๆ พอเป็นพิธี(ไม่ให้พี่คนขับเสียใจที่อุตสาห์ขับพามา) แล้วก็มุ่งหน้าสู่จดหมายต่อไป ซึ่งก็คือ “ผาแต้ม” ระหว่างทาง “ปาน” ก็ถักต่อไป
มาถึงผาแต้มราวๆเที่ยง ภาพที่เห็นคือ พื้นที่โล่งๆ ดูคล้ายๆทะเลทรายท่ามกลางแดดจ้า(กว่าสามพันโบก) แนนกับแป้มตัดสินใจได้ทันทีว่า จะนั่งชมผาอยู่ในรถ ส่วนคนที่เหลือกำลังลังเลอย่างหนักว่าจะชมผาตรงนี้ หรือ ตรงโน้นดี แต่นี่ก็ที่ที่สองแล้ว จะไม่ให้โอกาสจังหวัดอุบลอีกก็ดูจะใจร้ายเกินไป ดังนั้น พี่ไก๋ ปาน ฝ้าย จอย จึงตัดสินใจฝ่าแดดออกไปกอดเมืองไทยดูซักที โดยมีแนนตะโกนไล่หลังว่า “ให้ 5 นาที”
เราเดินไปประมาณ 200 เมตร ก็ถึงหน้าผา 2 ฝั่ง ที่มองลงไปตรงกลางเป็นลำน้ำโขง (รึเปล่าไม่แน่ใจ) แต่แน่ใจว่ามันสวยทีเดียว สวยจนลืมไปว่าแนนให้ 5 นาที เราเผลอถ่ายรูปเล่นกันซักพักใหญ่ ก่อนพี่ไก๋จะรู้สึกตัว เพราะได้ยินเสียงตบมือเรียกดังมาจากรถ ฝ้ายกลับไปโม้ให้แป้มและแนนฟังว่าผาแต้มสวยมากเลย อยากจะมาอีกตอนเย็นๆ เพราะแสงตอนนั้นคงจะแต้มให้ผาสวยขึ้นอีกแต่แนนกลับบอกว่านี่ไม่ใช่ผาแต้ม แต่เป็น ผาชัน! (ฮา) ผาแต้มไปไม่ทัน เพราะเดี๋ยวต้องไป น้ำตกแสงจันทร์ กับ ล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกที่โขงเจียมอีก (โปรแกรมแน่นได้อีก) เรากลับขึ้นรถ หลับบ้างอะไรบ้าง ส่วนปานก็ถักต่อไป
น้ำตกแสงจันทร์ หรืออีกชื่อนึง “น้ำตกลงรู” ตอนบ่ายอ่อนๆ แนนกับแป้มทำท่าจะเล่นน้ำตกที่รถอีกแล้ว แต่เพราะกลัวพลาด หรือ เกรงใจพี่คนขับ ก็ไม่แน่ใจ สุดท้ายแม่กับยูกก็ตัดสินใจเดินลงไปดูนิดนึง น้ำตกเป็นเหมือนถ้ำ มีน้ำไหลลงมาจากรูด้านบนลงสู่แอ่งน้ำขนาดใหญ่ด้านล่าง (ถึงว่า…ชื่อน้ำตกลงรู ว่าแต่ทำไมเรียกว่า “น้ำตกแสงจันทร์” อันนี้เพื่อนๆไปสืบกันเองนะฮะ แต่ถ้าให้เดา ก็คงมีแสงจันทร์ลงรูมาด้วยตอนกลางคืน)
พอชมน้ำตกเสร็จ (ภายใน 5 นาที ตามกำหนดแนน) ก็ได้เวลาอาหารเที่ยงพอดี มองไปรอบๆ มีร้านอาหารอยู่ร้านเดียว มีแม่ค้าคนเดียว ส่วนเราก็เป็นนักท่องเที่ยวเพียงกลุ่มเดียวเช่นกัน แต่ดีหน่อยมีอาหารให้กิน 2อย่าง(555) คือ ข้าวกระเพรา กับ ข้าวไข่เจียว ส่วนเพิงส้มตำข้างๆ ต้องตำเองกินเอง แต่เมื่อท้องหิว หัวใจก็อาจจะไม่บาน เราก็เลยลงเอยที่ร้านนี้ ซึ่งแม้จะไม่อยู่ในlistsของอร่อยที่ต้องกินของแนน แต่ก็ทำให้ท้องบานได้อีกมื้อนึง
4 โมงกว่าๆ ก็มาถึงโขงเจียม จุดหมายปลายทางของวันนี้ เราเข้าพักที่ทอแสงโขงเจียม ห้องพักของพวกเราอยู่ตึกสุดท้าย ชั้นบนสุด (ช่างเหมาะกับคนขยันเดินอย่างพวกเรามากๆ) แต่วิวตรงระเบียง ที่เป็นสายน้ำกว้างใหญ่มีต้นไม้เอียงๆผุดขึ้นมาเป็นหย่อมๆ ก็ดูตระการตาดี ่หลังเก็บข้าวของและชมวิวเอียงๆเสร็จ ก็ได้เวลาไปล่องเรือชมพระอาทิตย์ตก จริงๆถ้าเรามาถึงเร็วกว่านี้พี่คนขับจะพาเราไปชมสะพานแขวนข้ามลำน้ำโขง แก่งตะนะที่พี่เค้าคอนเฟิร์มว่างามมากๆด้วย แต่พวกเราก็หมดปัญญาที่จะเร็วกว่านี้ (นี่ก็รีบกว่าทัวร์จีน 4 คืน 2 วัน แล้วล่ะฮะ)
เสร็จจากล่องเรือก็จะถึงเวลาดินเนอร์ที่ร้านที่อยู่ในlistsของแนน
แล้ว ชื่อว่า แพชลลดา แต่พี่คนขับเรือดั้นมาส่งอีกร้านนึง เราก็ไม่ท้อถอยอุตสาห์ถ่อขึ้นบันไดแล้วลงบันไดเพื่อไปร้านที่เราหมายปอง แต่พอไปถึง ก็พบว่าอาหารเกือบทุกอย่างในเมนูของร้านนี้ หมด! แถมเสียงร้องคาราโอเกะจากโต๊ะที่ล้อมรอบโต๊ะเราอยู่ ก็บีบคั้นให้คนขยันเดินอย่างพวกเราต้องถ่อ กลับไปร้านที่เพิ่งปีนบันไดจากมา กว่าจะได้กินก็ต้องปีนขึ้นปีนลง 2 รอบครึ่ง แต่ร้านอาหารนอกลิสต์ (อีกแล้ว) ก็อร่อยดีอะ โดยเฉพาะปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม สุดยอดมาก กรอบนอกนุ่มใน กินได้ทั้งตัว ไม่ต้องคายก้างด้วย (ไม่อยากให้หมดเลย) เรากลับมาถึงโรงแรมด้วยความเหนื่อยอ่อนประมาณ 2 ทุ่มกว่าๆ แต่วัยรุ่นแป้มทนไม่ได้ที่จะต้องนอนก่อนเที่ยงคืน
จึงชวน “วัยรุ่นปลอม” 2 คนลงไปดื่มคอกเทลดับความแก่ เราสั่งคอกเทลคนล่ะหนึ่ง จำไม่ได้ว่ามีไรบ้าง จำได้แต่หน้าเหวอของจอยตอนได้รับคอกเทลสีเขียวผะอืดผะอม ด้านบนมีสาระแหน่ปั่นลอยฟูฟ่องราวกับสาหร่ายทะเลอยู่ประมาณครึ่งแก้ว จอยเขี่ยสาหร่ายออกครึ่งนึงแล้วลองชิมดูแบบไม่ค่อยมั่นใจนัก ก่อนเอ่ยออกมาอย่างผะอืดผะอมว่า “ก็อร่อยดี”
วันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันทำกิจกรรมที่โรงเรียน เราตื่นกันแต่เช้าอีกแล้ว เพื่อมากิน breakfast ก่อนตีรถกลับเข้าตัวเมืองอุบลไปรับโมนาที่สนามบิน และ สมทบกับแม่เลี้ยงแอ้วทีกำลังตีรถมาจากสุรินทร์ breakfast ที่นี่ทำให้เราค้นพบไฮไลท์ของทริปนี้ และ The best breakfast ever ของblooming trips ซุ้มอาหารนับสิบทำให้หัวใจเราเบ่งบานมากๆ ทำให้ปองฝ้ายหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง ทำให้พี่ไก๋ร่าเริงสดใสเหมือนได้Iphone 4 ทำให้จอยลืมไปชั่วขณะว่าน้ำหนัก 49.99แล้ว และ ทำให้…เราไปรับโมนาไม่ทัน!!!
แต่ถึงแม้โมนาจะมีกรรมที่มีเพื่อนอย่างพวกเรา แต่ก็ยังมีบุญมาบัง เพราะแม่เลี้ยงแอ้วโฉบมารับ และพาไปกินอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย (ก่อนที่เราจะมาถึงเสียอีก)
หลังจากสมาชิกทั้ง 9 พร้อมเพรียง เราก็มุ่งหน้าสู่โรงเรียนบ้านโอดนาดี หลงนิดๆหน่อยๆตามสไตล์ ไปถึงเกือบๆ 11 โมง น้องๆ นักเรียน คุณครู ผู้ปกครอง และ พระภิกษุสงฆ์ รออยู่ที่ลานกิจกรรมของโรงเรียนอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา พวกเราขนของบริจาคที่ดูเหมือนจะน้อยกว่าครั้งอื่นๆนิดหน่อยลงมาวาง คุณครูใหญ่กล่าวต้อนรับ ส่วนโมนากล่าวถึงความตั้งใจของblooming heartสั้นๆ และก็ให้โอวาทน้องๆเหมือนทุกครั้ง แล้วจึงมอบอุปกรณ์กีฬา หนังสือ เกมส์ต่างๆ ก่อนที่จะให้น้องๆแยกย้ายไปกินข้าวเที่ยง และไอศกรีมน้องๆกลับมาทำกิจกรรมในชุดพละสีชมพูสดที่แจนเป็นผู้จัดเตรียมมาให้ พี่ไก๋เริ่มด้วยเกมส์ละลายพฤติกรรม จับหัว จับไหล่ ต่อด้วยเกมส์ประคองบอล โดยคราวนี้ให้โมนาช่วยสาธิตเกมส์ แต่เนื่องจากเป็นครั้งแรก และดูเหมือนโมจะไม่ถนัดงานง่ายๆ จึงทำบอลหล่นกลางทาง ร้อนถึงดีเจโจต้องมาทำแทน คราวนี้มีกันแค่ 9 ทุกคนเลยต้องทำกันหลายหน้าที่ และไม่สามารถอู้งานได้เหมือนที่ผ่านมา อย่างเดือนที่ตั้งอกตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะมาควบคุมของรางวัลอย่างเดียว ก็ยังต้องจับคู่กับแอ้วเป็นพี่สีเขียว และนำพาคะแนนสีเขียวถอยห่างจากเพื่อนๆอย่างน่าใจหาย (แต่พี่เดือนก็ทำเต็มที่แล้ว น้องๆให้อภัยพี่เดือนด้วยนะ)

หลังจากนั้นก็เป็นเกมส์หยอดน้ำลงขวด และ เป็นเกมส์ที่ทำให้เกิดการประท้วงขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของblooming heart เนื่องจากอาจมีความผิดพลาดทางเทคนิคทำให้สีส้มมีช้อนสำหรับหยอด2 คัน ในขณะที่สีอื่นๆมีเพียงคันเดียว สุดท้ายพี่ไก๋จึงเพิ่มคะแนนให้สีอื่นๆ 5 คะแนน เพื่อความยุติธรรม เห็นไม๊ว่าต้องทำกันหลายหน้าที่จริงๆ ทั้งพิธีกร ทั้งกรรมการ แถมพี่ไก๋ยังต้องช่วยผูกผ้าโพกหัวให้น้องๆเป็นครั้งแรก แต่คนน้อยก็ดีอยู่อย่างนึง เพราะทำให้สมาชิกหลายๆคนได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำ

คราวนี้แม้คนจะน้อยแต่สุดยอดสมาชิกทั้ง 9 ก็เล่นเกมส์ แจกของ ร้องเพลง จับสลาก กับน้องๆอย่างคึกคักแบบลืมเหนื่อย ลืมแก่ น้องๆก็ดูสนุกสนาน และตั้งอกตั้งใจกันมาก ทั้งร้อง ทั้งเต้น ทั้งเล่น ทั้งลุ้น จนถึงบ่าย 4โมง ก่อนกลับหลวงพี่ที่เป็นอาจารย์พิเศษวิชาภาษาอังกฤษของโรงเรียนนี้ก็ขอสัมภาษณ์พวกเรา ถึงที่มา และ วัตถุประสงค์ในการทำกิจกรรมblooming heart และขอให้เราเน้นย้ำให้น้องๆเข้าใจ และเห็นความสำคัญของความตั้งใจของพวกเรา เพราะหลวงพี่ไม่อยากให้น้องๆรู้สึกว่าพี่ๆรวย ก็เลยเอาของมาแจก แล้วก็จบ หลวงพี่อยากให้น้องรู้ว่าพวกเราก็เหมือนน้องๆ ที่ต้องเรียนหนังสือ พอจบมาก็ต้องทำงาน ได้เงินมาก็แบ่งส่วนหนึ่งมาบริจาคช่วยเหลือน้องๆ และก็อยากให้น้องๆทำแบบพวกเรา เพื่อให้การช่วยหลือมันต่อเนื่องไปเรื่อยๆ นอกจากนั้นหลวงพี่ยังสารภาพว่า แอบคิดว่าพวกเราต้องมีเจตนาแอบแฝงในการทำกิจกรรม เช่นจะมาลงเลือกตั้ง จะมาโฆษณาแฝง แต่หลังจากดูพวกเราซักพักก็คงจะเลิกคาใจ เพราะพวกนี้คงจะไม่มีปัญญาคิดการอะไรใหญ่และซับซ้อนขนาดนั้นแน่ ๆ
หลังจากกิจกรรมที่แม้จะเหนื่อยแต่ก็ทำให้หัวใจเราเบ่งบานเหมือนทุกครั้ง และทำให้มีแรงที่จะไปตามหาร้านอร่อยในlistsของแนนต่อก่อนที่จะกลับในวันพรุ่งนี้ และที่สำคัญที่สุดที่อาจจะทำให้ทริปนี้ไม่สมบูรณ์ก็คือ...ถ้าพี่ไก๋ไม่ได้ไปซื้อกุนเชียงทนายแดง ที่เจ๊เค้าเน้นมาตลอดทางว่า “อร่อยที่สุดในโลก”ขอตัวไปช่วยพี่ไก๋ complete the mission ก่อนนะคะ…สวัสดีปีกระต่ายค่าาาาา เลิฟ เลิฟ
๔ ความคิดเห็น:
9 อภินิหาร blooming เก่งมากมาย ดำเนินการอย่างมืออาชีพ (ชมตัวเอง สบายใจ 555...) อยากบอกเพื่อนๆ ทั้ง 8 ว่าทริปนี้สนุกมากจ่ะ ^__^ joyly
T_T น้ำตาแทบจะไหลพราก เมื่อได้อ่านบันทึกจากฝ้าย... คุ้มค่าการรอคอยมากๆ จ้ะ :)
blooming mona
ปองฝุย. อ่านแล้วสนุกมากข๊ำขำ. แบบแสบๆ เหมือนคนเขียน
ทริปนีิ้สนุกมาก เสียดายกินไม่ครบตามlist ^_^
บันทึกเค้าซึ้งขนาดนั้นเลยเหรอโม? ขอบคุณเพื่อนๆที่อุตสาห์รอคอยและเสียเวลามาอ่านนะฮะ....ปองฟุ่ย^___^
แสดงความคิดเห็น